ความเชื่อที่สับสนของพ่อแม่ และ ครู มีผลต่อการพัฒนาการของเด็ก

       เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา  ผมได้ไปคุยกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ  เพื่อนมีลูกชายเรียนอยู่ชั้นปอห้า   เล่าให้ฟังว่าวิธีสอนลูกของเขาอย่างหนึ่ง คือ เขาจะพร่ำสอนลูกเขาอยู่เสมอว่า "ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง  ลูกผู้ชายจะร้องไห้ไม่ได้"

 

         ดังนั้น  เมื่อลูกจะร้องไห้  จากการเจ็บตัว  หรือ เจ็บใจ   เขาจะสั่งห้ามไม่ให้ร้องไห้   ลูกชายของเขาก็จะกลั้นน้ำตา  และ  ห้ามตัวเองไว้ไม่ให้ร้องไห้ออกมา

 

         พฤติกรรมการเลี้ยงลูกดังกล่าว  เป็นพฤติกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อความเจริญงอกงามของความคิดและจิตใจต่อไปในอนาคต

 

          นั่นคือ ต่อไป เด็กคนนี้ จะไม่รับรู้อารมณ์ของตัวเองตามความเป็นจริง  จะต้องคอยรับรู้และเรียนรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้มีอำนาจ  ทั้งพ่อแม่ ครู และ  ผู้ใหญ่   ต่อไปจะเป็นเด็กเก็บกด   เก็บความทุกข์ ความไม่พอใจ ไว้ในจิตใต้สำนึก

 

          ความทุกข์ ความไม่พอใจเหล่านี้   ไม่สามารถเก็บไว้ได้จริงครับ  ยังเป็นความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้อยู่ในจิตใต้สำนึก ที่ไม่หายไปไหน  แต่ยังคงมีอิทธิพล  ต่อความรู้ ความคิด  และ การกระทำในปัจจุบัน  โดยไม่รู้ตัว

 

        ที่สำคัญ มีผลต่อการเรียนรู้ในการเรียน  ด้วยหลักง่ายๆ ที่ว่า ถ้าเด็กอารมณ์ดี   ก็จะเรียนรู้ได้ดี   ถ้าอารมณ์ไม่ดี  มีการเก็บกด  การเรียนรู้ก็จะเป็นไปค่อนข้างลำบาก

 

         และถ้าเก็บกดมากๆเข้า  ก็อาจถึงจุดอิ่มตัว  "ระเบิด" ความเก็บกดนี้ออกมา   ด้วยการกระทำต่างๆ ที่เขาต้องการระบายออก

 

         ผมก็ได้บอกหลักการดังกล่าว ให้เพื่อนผมคนนี้ไป  แต่ดูแล้ว  เพื่อนผมจะ "ไม่เชื่อ" ครับ   เพราะมันเป็น "ความคิดความเชื่อ" ส่วนตัวของเขา ที่ฝังอยู่ในความคิดและจิตใจเขามานาน  ค่อนข้างจะเปลี่ยนยาก