Use of mass media
วันที่ 23 ธันวาคม 2554
ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์
ในยุคสมัยนี้ ต้องยอมรับอิทธิพลของ ข่าวสารข้อมูลว่า มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ของคนในสังคมเป็นอย่างมาก บางคนต้องบริโภคข่าวสารอยู่ตลอดเวลา เช่น ผู้ที่อยู่ในวงการหุ้น วงการธุรกิจ อย่างเราๆท่านๆ ก็ต้องชมรายการข่าวทางทีวีทุกเช้า พลาดจากทีวี ก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็เปิดดูในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบางคนก็อาจจะใช้บริการ SMS ส่งข่าวสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตลอด 24 ชั่วโมง
ในเรื่องของสื่อมวลชนกับสุขภาพนี้ รศ.ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์และคณะ ได้วิจัยเรื่อง ศักยภาพของสื่อมวลชนในการสร้างเสริมสุขภาพ โดยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาศักยภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอประเด็นด้านสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านสถานภาพขององค์ความรู้ (Body of Knowledge) ด้านสื่อมวลชนกับสุขภาพ กระบวนการกำหนดวาระด้านสุขภาพในสื่อมวลชนไทยและบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรณรงค์ด้านสุขภาพผ่านสื่อมวลชนในประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า
1. สื่อมวลชนเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพสู่สาธารณชนเท่านั้น และสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ แต่ต้องผนวกรวมกับสื่ออื่น ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
2. กระบวนการกำหนดวาระด้านสุขภาพในสื่อมวลชนไทยพบว่า สื่อมวลชนตัดสินใจเลือกประเด็นให้เป็นวาระโดยคำนึงถึงกระแสหรือความร้อนของประเด็น และปัจจัยของผู้ผลิตสื่อเอง ก่อนที่สื่อจะนำเสนอวาระต่อสาธารณชน สื่อแต่ละประเภทจะสร้างความจริงเกี่ยวกับวาระในระดับที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับระดับความพึ่งพาทุนและข้อมูล ธรรมชาติของตัวสื่อเอง และอุดมการณ์ของผู้ผลิต
3. องค์ประกอบที่สำคัญในการรณรงค์ด้านสุขภาพผ่านสื่อมวลชนได้แก่
- องค์ประกอบเชิงบุคคล องค์กรรณรงค์ ได้แก่ แกนนำ และกลุ่มพันธมิตร
- องค์ประกอบเชิงกระบวนการรณรงค์ ได้แก่ เป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายในการรณรงค์ ประเด็นในการรณรงค์ ช่องทางการสื่อสาร และกลยุทธ์การสื่อสาร เป็นต้น
- องค์ประกอบเชิงระบบ ได้แก่ การพัฒนากลไกในการเชื่อมประสานกับกลุ่มพันธมิตรต่าง ๆ ในสังคม
4. รูปแบบการรณรงค์ด้านสุขภาพที่มุ่งเสนอประเด็นสุขภาพผ่านสื่อมวลชนในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 รูปแบบได้แก่ กิจกรรมเฉพาะกิจ ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค แกนหลักกับพันธมิตร หน่วยงานกับผู้รับจ้าง และองค์กรกับการผลักดันกระแส
5. แนวทางในการทำงานร่วมกันระหว่างนักรณรงค์กับสื่อมวลชนประกอบด้วย 7 แนวทางหลัก ได้แก่ การติดต่อตามลำดับขั้น การขอความอนุเคราะห์ การประสานพันธมิตร การซื้อสื่อ การชี้แจง การสร้างกระแส และการสร้างพันธะทางใจ
6. ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในการรณรงค์ด้านสุขภาพผ่านสื่อมวลชนในประเทศไทย ประกอบด้วยการมีแกนนำที่มีความสามารถในการประสานงานกับองค์กรพันธมิตรที่หลากหลาย การแบ่งหน้าที่กันภายในกลุ่มพันธมิตร สัมพันธภาพที่ดีระหว่างพันธมิตรด้านสื่อมวลชนกับนักการเมือง การรณรงค์อย่างต่อเนื่อง การวางแผนเชิงระบบ การดำเนินโครงการด้วยความคล่องตัว การกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีการผลักดันมาตรการเชิงนโยบาย และการสนับสนุนจากต่างประเทศด้วย
ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรคได้แก่ การมองการรณรงค์เป็นกิจกรรมย่อย ๆ เป็นแค่ “งานยาก” การเน้นสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น ทำงานไม่ประสานกัน การบริหารโครงการที่อิงกับการสั่งการ และต้องยึดกับระบบคณะกรรมการมากเกิดไป ขาดการจัดระบบข้อมูล
ดังนั้น การรณรงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพผ่านสื่อมวลชนให้มีประสิทธิผลในอนาคตควรดำเนินการพิจารณาโครงการในฐานะงานเชิงนโยบายสาธารณะ (Public Policy) ในขณะเดียวกันควรผลักดันให้เกิดการรณรงค์ในระดับชุมชนมากขึ้น (Community based-campaign) ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรในการผลักดันให้เกิดมาตรการเชิงนโยบายอื่น ๆ ควบคู่กับมาตรการด้านการรณรงค์และผลักดันมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ผ่านสื่อมวลชน การบริหารงานรณรงค์ควรเน้นการทำงานโดยอาศัยหลักพันธมิตรมากขึ้น เน้นการวางแผนการรณรงค์แบบมีส่วนร่วมในเชิงบูรณาการมากขึ้น ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสถาบันส่งเสริมการรณรงค์ด้านสุขภาพ และสนับสนุนการพัฒนาศูนย์ข้อมูล ข่าวสารด้านสุขภาพ (Health Information Center) ตลอดจนผลักดันในการตัดสินใจทำงานในลักษณะ “การซื้อสื่อ” ต้องกระทำบนเงื่อนไขของการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ (Learning Process) ระหว่างองค์กรรณรงค์กับองค์การสื่อมวลชน นอกจากนั้น การดำเนินการในเชิงกระบวนการรณรงค์ ควรพิจารณาส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารแบบสองทางโดยเน้นการเปิดกว้าง และการปรึกษาหารือกันในทุกระดับ รักษาสมดุลในเรื่องการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนและผ่านช่องทางอื่น ๆ เน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจากการวิจัยให้มากขึ้น
งานวิจัยนี้มีทั้งการสำรวจสถานภาพองค์ความรู้ดานการสื่อสารสุขภาพที่ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เจาะลึก กับการสัมภาษณ์ตามแนวทาง Ethnographic Future Research ซึ่งผลการวิจัยได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและมีการเสนอแนะเช่น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการรณรงค์ที่ละเอียดครอบคลุมทั้งในเชิงการใช้สื่อ และกระบวนการรณรงค์ในเชิงระบบ
อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังตอบคำถามไม่ชัดเจนในแง่ของศักยภาพสื่อมวลชนที่เข้ามามีส่วนในการเสริมสร้างสุขภาพว่าเป็นอย่างไร
เรื่องราวของวัคซีนกับโรคออทิสติก
เหตุโด่งดังในปี 1998 มีกลุ่มพ่อแม่ที่ลุกขึ้นมาตั้งกลุ่มปฏิเสธการฉีดวัคซีน โดยตั้งข้อสังเกตว่าวัคซีนหัด หัดเยอรมัน MMR ทำให้ลูกๆของเขาเป็นออทิสติก แม้ว่าในที่สุดศาลและนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาในประชากรเด็กเป็นล้านคนในประเทศต่างๆที่มีฐานข้อมูลประชากรดีเยี่ยม เปรียบเทียบเด็กกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนก็มีอุบัติการณ์ออทิสติกได้เหมือนกัน ต่อมาพ่อแม่ก็สงสัยอีกว่าเป็นเพราะสารปรอทและสารกันเสียต่างๆในวัคซีน แม้จะทำการทดลองไปแล้วได้ผลว่าไม่จริง พ่อแม่ก็ยังปักเชื่อว่าต้องเป็นเพราะวัคซีน พ่อแม่รู้สึกว่าหลังฉีดวัคซีนแล้วลูกไม่สบตาเขาอีกเลย จึงสงสัยต่อไปว่าเป็นเพราะฉีดวัคซีนหลายเข็มพร้อมๆกัน เข้าไปทำลายสมองลูก และก็อีก ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะว่าอย่างไร พ่อแม่ก็ยังเชื่ออยู่นั่นเอง เพราะเขาบอกว่า เขาไม่สนใจว่านักวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ว่า "วัคซีนทำให้เกิดออทิสติกได้หรือไม่" แต่ไม่มีใครบอกเขาได้สักทีว่า "ทำไมลูกเขาจึงเป็นออทิสติก" จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พ่อแม่ทุกข์ทรมานเป็นคนละคำถามกับที่นักวิทยาศาสตร์พยายามตอบ ถ้าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ แล้วไม่มัวตอบโต้กันไปมาด้วย คำตอบทางวิทยาศาสตร์ หรือการพิสูจน์ถูกผิดด้วยความคิด-หลักการ-เหตุผล เราคงได้ยินสิ่งที่พ่อแม่ของเด็กออทิสติกรู้สึก ร้องไห้ สูญเสีย และกลับกลายมาเป็นความโกรธ จึงพยายามลุกขึ้นมาสู้ว่าเขาได้ลุกมาสู้เพื่อลูกแล้ว ต้องมีใครสักคนทำอะไร ต้องมีใครสักคนหรืออะไรสักอย่างที่มาแบ่งเอาความรู้สึกผิดไปจากฉัน ฉันรับไม่ได้ที่ลูกป่วยด้วยโรคที่ไม่หาย ฉันรู้สึกผิด ฉันรู้สึกจนแต้ม ฯลฯ
นอกจากนี้สารคดีทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันของการใช้สมองส่วนความคิดเหตุผล(Rational thinking) กับการใช้จิตใจฟังผู้คน(Empathic listening) และทำให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างการแพทย์ที่ไม่เข้าใจมนุษย์(Dehumanized medicine) เอาแต่โรคเป็นตัวตั้ง(Disease-oriented medicine) เอาหลักการของวิทยาศาสตร์(Scientific-based medicine) มาตอบโต้กับพ่อแม่ที่มีความสูญเสีย แท้จริงแล้วการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ไม่ได้ต้องการความคิดและเหตุผล(Thought)เสมอไป แต่ต้องการความรู้สึก(Feeling) การเข้าใจเห็นใจในความสูญเสียที่เกิดขึ้น(Empathy) การเข้าใจและการช่วยเหลือให้ถึงจิตใจ การอยู่เป็นเพื่อนมนุษย์ จึงจะช่วยให้มนุษย์ผ่านความทุกข์ไปได้ด้วยกัน
สารคดียังแสดงให้เห็นว่าสภาพการณ์ปัจจุบันในอเมริกา ในโลกที่เห็นตัวเองและตัวบุคคล(Individual)สำคัญที่สุด สำคัญกว่าชุมชนและสังคม แต่ละคนเอาตัวเองและครอบครัวตัวเองเป็นตัวตั้ง เมื่อหมอไปสอนในโรงเรียนแล้วถามว่าใครฉีดวัคซีนแล้วบ้าง เด็กครึ่งเดียวจาก 200 คน ยกมือ นอกนั้นบอกว่าไม่ได้ฉีด เมื่อสอบถามจากกลุ่มพ่อแม่ บอกว่าเขารู้สึกว่าไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเวลาหมอจะฉีดวัคซีนหลายๆเข็มให้ลูกเขา และเขารู้สึกว่าหมดสมัยแล้วที่หมอเป็นใหญ่ พ่อแม่มีสิทธิ์คิดเพื่อรักษาสุขภาพของลูก เขาจึงตัดสินใจให้ลูกไม่ต้องรับวัคซีน เพราะกลัวผลข้างเคียงจากวัคซีน และเก็บลูกไว้กับตัว จะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับเด็กป่วยที่ไหน พ่อแม่ทุ่มเถียงกับทางสาธารณสุขว่าเขาคิดว่าไม่จำเป็นที่ต้องเอาลูกไปเจ็บตัวเพื่อคนอื่น เพื่อป้องกันชุมชนหรืออะไร เขาคิดว่าลูกอยู่อย่างนี้ปลอดภัยดีแล้ว และเขามีสิทธิ์ที่จะคิดสิ่งดีๆเพื่อลูก ปรากฏว่ากลุ่มกุมารแพทย์ และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวตกที่นั่งลำบากในการให้คำปรึกษาเรื่องวัคซีน เพราะต้องรับฟังความคิดเห็น ให้ทางเลือก ซึ่งแปลว่าพ่อแม่อาจไม่เลือก แต่หมอต้องฉีดให้ครอบคลุมเกณฑ์ของสาธารณสุข เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันกลุ่ม (Herd immunity)ในชุมชน และเมื่อพ่อแม่มีความคิดโปร individual มากกว่า public จึงทำให้เกิดโรคไอกรนขึ้นกับทารกอายุ 40 วันในเมืองหนึ่งของอเมริกา ซึ่งเมื่อสอบสวนโรคพบว่ามีเชื้อโรคในกลุ่มเด็กโตกว่าในชุมชน แต่กลับมาป่วยในเด็กเล็กที่อ่อนแอ และทำให้เกือบไม่รอดชีวิต เพราะเด็กหลายคนในชุมชนไม่ฉีดวัคซีน ภูมิคุ้มกันของชุมชนจึงต่ำลงโดยรวม เมื่อมีเชื้อโรคจะฟักตัวในเด็กที่โต แต่มาแพร่ให้เด็กเล็กป่วย
ดูแล้วให้คิดได้ว่า "ไหนว่าคนที่มีการศึกษาและพัฒนาแล้วจะมีความรู้เพิ่มขึ้น ดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น" ในบ้านเรา ชอบกล่าวหาว่าชาวบ้านที่ไม่พาลูกไปฉีดวัคซีน ว่าเป็นเพราะมีการศึกษาต่ำ เข้าไม่ถึงบริการ ยากจน ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง และฯลฯ แต่นี่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ประเทศผู้ผลิตวัคซีน กลับมีแนวโน้มฉีดวัคซีนลดลง เพราะถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของผู้ปกครองว่าจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ และเขาไม่จำเป็นต้องคิดถึงชุมชน
พ่อแม่เหล่านี้จะโกรธที่จะไปกล่าวหาว่า ลูกเขาจะเป็นตัวแพร่เชื้อโรคให้ชุมชนเพียงเพราะไม่ฉีดวัคซีน เพราะ "ฉันรู้ ฉันเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ฉันรู้มากกว่าหมอซะอีก ฉันจึงเลือกที่จะไม่ฉีดวัคซีนให้ลูกฉัน" เมื่อรู้มากก็ไม่เชื่อมาก และไม่เชื่อใครนอกจากตัวเอง สารคดีแสดงให้เห็นว่ามีคลิปมั่วๆมากมายในยูทิวที่เผยแพร่เรื่องผลเสียจากการฉีดวัคซีนทำให้เด็กพิการต่างๆนาๆ และแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแค่ไหน และพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องหลอกลวงแล้วแค่ไหน แต่ข้อมูลยังติดอยู่ในอินเตอร์เน็ท ทำให้พ่อแม่ที่พร้อมจะเชื่อ สามารถค้นหาข้อมูลผิดๆได้เหมือนเดิม และเกิดกระแสความเชื่อผิดๆที่เหมือนเดิม ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปเท่าใด อันนี้เป็นพิษจากอินเตอร์เน็ทที่ลบไม่ได้ (IT toxicity) และความคิดดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลกในพริบตาด้วยผลของ Globalization วงการแพทย์และองค์การอนามัยโลกกำลังจะเบนเข็มไปเล่นเรื่องใหม่ทางสุขภาวะของประชากรโลก เรื่องโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดันสูง โดยนึกว่าโรคติดเชื้อกำลังจะหมดไป เพราะเรามียา กำจัดเชื้อโรคได้ มนุษย์อายุยืนขึ้น มนุษย์มีความรู้ทางสุขอนามัยดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วมนุษย์ยังมีกิเลสและเอาตนเป็นที่ตั้งเหมือนเดิม โรคติดเชื้อจึงยังไม่น่าจะหมดไป จากสารคดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตข้างหน้า อาจมีโรคติดเชื้อแบบโบราณต่างๆกลับมาระบาดพร้อมกันทั่วโลกได้อีก เพราะมนุษย์ไม่เห็นแก่สังคมและการอยู่ร่วมกัน ไม่พึ่งพากัน ไม่ดูแลกัน หากมนุษย์ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ความรู้หรือการศึกษาไหนๆก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์เอาตัวรอดได้ หากความหลงยังเท่าเดิม
การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคให้มนุษยชาติ คงต้องมีคำอธิบายชนิดใหม่ให้ถูกจริตกับมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาสาธารณะเป็นที่ตั้ง เหมือนจะขายของด้วยคำโฆษณาแบบใหม่อย่างไรให้โดนใจเขา และทำให้เขาอยากซื้อได้อย่างไร
หากสาธารณสุขยังโฆษณาแบบเมื่อ 100 ปีก่อน การเรียนการสอนของแพทย์พยาบาลก็ยังสอนออกไปให้สอนสุขศึกษาแบบเดิมๆ การฉีดวัคซีนก็จะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก เพราะจิตใจของประชากรโลกได้เปลี่ยนไปแล้วถึงเวลาหรือยังที่การแพทย์และการสาธารณสุขบ้านเราจะปรับตัวปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนไปของมนุษยชาติ ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจชาวบ้านมากขึ้นและให้คำปรึกษาเรื่องวัคซีนและเรื่องอื่นๆของสุขภาพให้ตรงกับความเปลี่ยนแปลงของประชากร โดยไม่ตั้งอคติไว้ที่ "เป็นเพราะชาวบ้านเขาไม่รู้เรื่อง"
ฮันนาห์ โพลิ่ง กับพ่อแม่ของเธอปรากฎตัวระหว่างแถลงข่าวเมื่อต้นเดือนนี้ ไม่ยอมรับการตัดสินของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ที่ระบุว่าวัคซีนที่ใช้ในเด็กนั้นไม่มีผลต่อการเกิดโรคออทิสติก ตามคำฟ้อง และฮันนาห์ โพลิ่ง จะไม่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนกลางตามสิทธิ์
ออสทิสซึม เป็นภาวะของโรคที่เกี่ยวพันกับสมองและระบบภูมิคุ้มกัน อัตราผู้ป่วยออติสซึ่มในสหรัฐฯอยู่ในระดับโรคระบาด จากต้นทศวรรษที่ 70 พบหนึ่งใน 10000 แต่ปัจจุบันพบหนึ่งในทุก 500 คน
หนึ่งในสาเหตุที่พ่อแม่ชาวอเมริกันกำลังตั้งคำถาม และกำลังถกกันในหมู่นักวิชาการอเมริกัน ว่าหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดออทิสติกกับลูกน้อยคือ การฉีดวัคซีน ใช่หรือไม่ เมื่อมีสถิติพบว่า เด็กออทิสติก มีปริมาณของสารเคมีเป็นพิษในร่างกายสูง และสมองส่วนที่ถูกทำลายในเด็กออทิสติกมีลักษณะเดียวกันที่เกิดจากผลข้างเคียงจากการรับปรอท อลูมินัม และฟอร์มอดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารไร้สีกลิ่นแรงใช้กันเน่า โดยสารประกอบที่มีผลต่อสมองเหล่านี้เป็นส่วนประกอบทั่วไปในวัคซีน
ในช่วงทศวรรษที่ 30-40 อัตราการเกิดออทิสติกของเด็กอเมริกัน จะพบในครอบครัวชนชั้นกลางถึงสูง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการใช้วัคซีน ซึ่งมีราคาสูงในยุคนั้น
ยุคทศวรรษที่ 70 และ 80 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตั้งเป้าบังคับใช้วัคซีนในเด็กทั่วสหรัฐฯให้มากขึ้น 97% โดยเฉพาะในเด็กก่อน 18 เดือน ขณะที่เริ่มพบเด็กออทิสติกในทุกชนชั้น
กลางทศวรรษที่ 80 พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มสังเกตความผิดปกติในขวบที่ 1 – ขวบครึ่ง ความจริงก็คือ ตามทฤษฎีวัคซีน จะมีส่วนประกอบของสารปรอทส่วนเกินที่อนุญาตให้ใช้ในผู้ใหญ่ ความจริงเหล่านี้นำมาสู่คำถามว่า เมื่อสารปรอทเข้าสู่กระแสเลือด มันเดินทางต่อไปยังสมองส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว อารมณ์ และหน่วยความจำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอาการออทิสติก กับผลข้างเคียงจาการรับสารปรอท พบว่ามีความเหมือนกัน ทั้งในการเคลื่อนไหว อารมณ์ การสื่อสาร ที่พัฒนาทักษะการพูดได้ช้า เรียงประโยคไม่ได้ ความสามารถในการรับรู้ช้า สมาธิสั้น ไม่เข้าใจคำสั่งซับซ้อน ส่วนพฤติกรรมทางกาย และทั่วไป จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่อยากอาหาร ทำร้าย และโดดเดี่ยวตัวเอง ส่วนความสามารถในการมองเห็นต่ำกว่าเด็กปกติ
ขณะที่ข้อมูลอีกด้านของการใช้วัคซีนโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือ เอ็มเอ็มอาร์ นั้น ป้องกันเด็กจากการเสียชีวิตของโรคร้ายเหล่านี้ได้จริงและจำเป็น แพทย์ยืนยันว่า ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายสำนักไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์กับโรคออทิสซึ่ม และยังคงสนับสนุนให้เด็กได้รับวัคซีน ผลการศึกษาเมื่อปี 2541 ที่ออกมาสั่นคลอนความมั่นใจในการให้วัคซีนเด็กนั้นเป็นการสุ่มในกลุ่มเด็กเพียงไม่กี่คน ทำให้ไม่สามารถเชื่อได้ว่า วัคซีนกับออทิสซึ่มมีความสัมพันธ์กัน วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์อาจมีผลให้เกิดความปั่นป่วนในลำไส้ของเด็ก ซึ่งอาจมีผลเกี่ยวเนื่องต่อการเกิดออทิสซึ่มได้
ครอบครัวชาวอเมริกัน 5000 ครอบครัวยื่นฟ้องศาลสหรัฐฯ เรียกค่าชดเชยที่การให้วัคซีนลูกมีผลต่อการเกิดออทิสติก เป็นคดีฟ้องร้อง ถึงขนาดที่จอห์น แมคเคน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯจากรีพับลิกัน หลุดปากยืนกรานว่า มีหลักฐานชัด ที่ออทิสติกสัมพันธ์กับการให้วัคซีน "there's strong evidence" autism is connected to the preservative. แต่ศาลตัดสินว่า ไม่เกี่ยวกัน และผู้ร้องอาจหวังผลจากกองทุนที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้วัคซีน ซึ่งตั้งแต่ปี 2531 มีได้ค่าชดเชยไป 950 เคส และไม่ใช่จากกรณีเป็นออทิสติก
ดอกเตอร์ ไมเคิล ปิชิเคโร แห่งมหาวิทยาลัยโรเชตเตอร์ ในสหรัฐฯ และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสถาบันกุมารแพทย์อเมริกันยืนยันว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ไม่มีผลต่อการเกิดออทิสติกในเด็ก รายงานของสถาบันยา หรือ ไอโอเอ็ม ออกมาเมื่อปี 2547 สรุปด้วยว่า ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการเกิดออทิสติก และการให้วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ หรือวัคซีนอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบของสารไธอามีน ซึ่งใช้เป็นสารกันบูด และให้เลิกคิดทฤษฎีวัคซีนเป็นสาเหตุของออทิสซึ่ม เพราะเป็นทฤษฎีที่อิงกับชีวเคมีเท่านั้น แต่ให้หลังเพียง 1 ปี สหรัฐฯประกาศไม่ใช้สารไธอามีนในวัคซีนที่ใช้กับเด็ก แม้ว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงอันตรายของไธอามีนในวัคซีน แต่สารไธอามีนยังคงใช้อย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา
ขณะที่ผลการศึกษาจากนานาชาติ และจากสหรัฐฯเอง ยอมรับว่า หลังจากยกเลิกการใช้สารไธอามีนในวัคซีน จำนวนเด็กที่เป็นออทิสติกลดลง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า เป็นเหตุเป็นผลกัน แต่อัตราที่เพิ่มขึ้นของเด็กออทิสติกส่วนหนึ่งมาจาก การวินิจฉัย การเฝ้าสังเกตของพ่อแม่ผู้ปกครอง และการจำแนกอาการให้แยกย่อย และละเอียดขึ้น เพื่อผลของการรักษา ซึ่งทำให้ตัวเลขของเด็กออทิสติกมีเพิ่มขึ้นมาก
ความสัมพันธ์ระหว่างอาการออทิสติก และการได้รับวัคซีน
|
|
ออทิสติก |
สารปรอท |
|
ผิดปกติในการควบคุมการใช้เครื่องยนต์ และเคลื่อนไหว |
การเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน งุ่มง่าม ชอบโยกและหมุนตัว แขนไม่มีแรง เดินไม่ถนัด นั่งไม่อยู่ กลืน และเคี้ยวอาหารไม่ถนัด |
การเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน งุ่มง่าม ชอบโยกและหมุนตัว แขนไม่มีแรง เดินไม่ถนัด นั่งไม่อยู่ กลืน และเคี้ยวอาหารไม่ถนัด |
|
ความผิดปกติทางอารมณ์ |
ไวต่อเสียง ไม่ชอบให้สัมผัส ไวต่อการสัมผัสในปาก แขน และขา |
ไวต่อเสียง ไม่ชอบให้สัมผัส ไวต่อการสัมผัสในปาก แขน และขา |
|
ความผิดปกติทางอารมณ์ |
ไวต่อเสียง ไม่ชอบให้สัมผัส ไวต่อการสัมผัสในปาก แขน และขา |
ไวต่อเสียง ไม่ชอบให้สัมผัส ไวต่อการสัมผัสในปาก แขน และขา |
|
การสื่อสาร และการได้ยิน |
พัฒนาทักษะการพูดได้ช้า เรียงประโยคไม่ได้ ใช้คำผิด และบกพร่องทางการได้ยิน |
พัฒนาทักษะการพูดได้ช้า เรียงประโยคไม่ได้ ใช้คำผิด และบกพร่องทางการได้ยิน |
|
ความสามารถในการรับรู้ |
เชาว์ปัญญาช้า สมาธิสั้น ไม่เข้าใจคำสั่งซับซ้อน และสัญลักษณ์ต่างๆ
|
เชาว์ปัญญาช้า สมาธิสั้น ไม่เข้าใจคำสั่งซับซ้อน และสัญลักษณ์ต่างๆ
|
|
พฤติกรรมทางกาย |
กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัตราการเต้นของหัวใจสูง ท้องเสียบ่อย ไม่อยากอาหาร ภูมิแพ้ มีอาการรูมาตอยด์ |
กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัตราการเต้นของหัวใจสูง ท้องเสียบ่อย ไม่อยากอาหาร ภูมิแพ้ มีอาการรูมาตอยด์ |
|
พฤติกรรมทั่วไป |
หลับยาก ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ทำร้าย และโดดเดี่ยวตัวเอง |
หลับยาก ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ทำร้าย และโดดเดี่ยวตัวเอง |
|
ปัญหาการมองเห็น |
การมองเห็นต่ำ เป็นภาพเบลอ |
การมองเห็นต่ำ เป็นภาพเบลอ |
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.oknation.net/blog/uaphan