คิดอย่างไรกับการพลาดจากการสอบแข่งขันเข้าเรียนของลูก ผมเห็นผู้ปกครองหลายท่านมีความวิตกอย่างมากเลย ผิดหวังมากๆกับการสอบไม่ผ่านข้อเขียนเพื่อเข้าเรียนใน รร.มัธยม เพื่อเข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่1 หรือมอหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วผมเองก็ต้องพาลูกไปสอบแข่งกับเขาเหมือนกัน เรามีความเครียดมากทีเดียว และเราผ่านตรงนั้นอย่างไร อยากจะแลกเปลี่ยนมุมมองโดยหวังผลส่งสารไปยังหลายท่านที่กำลังว้าวุ่นนะครับ คือครอบครัวของเรานั้นอยู่ที่พิจิตรนะ ลูกเองก็มีความฝันเหมือนคนอื่นนะ อยากจะไปสอบแข่งเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนดัง ซึ่งก็แน่นอน ความหวังก็น้อยนะ เส้นสายก็ไม่มีก็จะต้องเตรียมตัวแบบดีที่สุดน่ะ เพื่อที่เมื่อเราผิดหวังแล้วเราก็จะได้เสียใจน้อยกว่าวิธีที่ไม่ได้เตรียมอะไรเลย ส่วนจะสมหวังแค่ไหน อย่างไร ก็รอโชค รอผลที่จะออกมาว่า เราอยู่ตรงไหน จริงๆ แล้วช่วงระยะอย่างนี้ความคิดของผู้ปกครองจะฟุ้งซ่านมากๆ ครับ วิธีแก้ก็คือการเขียนทุกอย่างที่คิดว่ามันอยู่ในหัวนั้นออกมาไว้ที่กระดาษและก็ค่อยๆ หาทางออกของแต่ละจุดคาดหวังไป เมื่อทำแล้วมันช่วยได้มากครับ …มันทำให้เราสามารถสัมผัสได้ จับตัวมันได้ และก็ชัดขึ้นอย่างมาก ตรงนี้อยากจะเล่าให้ฟังถึงการทำเบาะรองเวลาผิดหวังน่ะ
อยู่พิจิตรอยากเรียนสาธิตม.นเรศวร อยากสอบเข้ารร.นครสวรรค์ อะไรๆ ก็อยากไปหมดแหละ และผมก็ได้ทำในสิ่งที่เราได้ความแน่นอนขึ้นมา นั่นคือ การเขียนแผนรับมือกับผลการสอบคัดเลือกน่ะตอนนี้ลูกเรียนอยู่ที่ วชิรพิจิตร ซึ่งสามารถเรียนได้ถึงชั้นมอสาม ตรงนี้แหละที่ทำให้เรามีหลักยึดที่มั่นคง เพราะอย่างไรเราก็สามารถเรียนต่อที่นี่ได้อยู่แล้ว จากนั้นเราก็มองหาจุดที่เราฝันนั่นคือลูกเราเลือก รร.นครสวรรค์ หลักสูตรโอลิมปิก อันนี้เราก็ได้เป้าหมายสูงสุดแล้วเมื่อสอบรอบนี้แล้วไม่มีรายชื่อของลูก พวกเราจะมาสอบกันที่ รร.พิจิตรพิทยาคม ในหลักสูตรปกติ คิดว่ามีแนวโน้มได้มากนะ หากตรงนี้ไม่ได้อีก ก็เรียนต่อที่วชิรพิจิตรต่อไป ก็ชัดนะคือบันไดสามขั้นนั่นเองหน๊อ
เมื่อพวกเราได้คำตอบอย่างนี้อะไรเกิดขึ้น.. ความสบายครับ ผมรู้สึกโล่งใจอย่างมากเพราะเรามีที่ไปแล้ว ..แล้วยังไงต่อล่ะ? ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรยากาศที่ตึงเครียดก็คลายตัวโดยพลัน เมื่อลูกหยกไม่มีแรงเครียด สีหน้าอาการความตระหนกวิตกกังวลมากดที่เขา เขาเองก็รู้สึกนิ่ง รู้สึกปกติ ตรงนี้สำคัญมากๆ ต่อจากนี้เมื่อพวกเราไม่ได้หวังอะไรจนเลยความมีสติไป ความมั่นคงก็จะดีมาก และเราก็มีแต่คำอวยพรให้ลูกก่อนเข้าสอบว่า ทำให้เต็มที่นะพร้อมๆ กับสีหน้าที่แจ่มใสมอบให้กับลูกทุกสนามแข่งขัน และเมื่อผลออก ได้หรือไม่ได้อย่างไร เราค่อยหาทางออกในรายละเอียดกันอีกครับ ในการวางแผนนั้นเราควรจะเป็นคนวางเองเพราะเราจะรู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหนอย่างไร แค่นี้ก็ทำให้ภาวการณ์แข่งขันยอดเยี่ยมขึ้นแล้วครับ ความผิดหวังก็จะอำลาจากเราไป ถ้าเรามีหลักยึดที่ดีนะครับ

เป็นกำลังใจให้น้องด้วยคนนะคะ
คุณเพชรถ่ายทอดเรื่องราวการดูแลครอบครัวได้น่าสนใจจริงๆ ค่ะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ ^^
ผมพาหลานไปสอบที่โรงเรียนนครสวรรค์มาเหมือนกัน ในใจก็หวังลึกๆ ว่าถ้าได้ก็ดีเพราะไม่ต้องไปเรียนพิเศษอีกเนื่องจากฐานะไม่ค่อยดีนัก ก่อนสอบก็ไปเรียนกวดวิชามา 2 เดือน ประกาศผลสอบแล้วไม่ติดโอลิมปิค ก็เครียดเอาการเหมือนกัน ต้องเสียเงินเรียนกวดวิชาอีก 2000 บาท สอบครั้งที่ 2 โชคดีว่าผ่านเลยหายเครียด อาการแบบนี้มันห้ามยากนะ อยากให้ลูกหลานมีที่เรียนดีๆ ดังๆ จะได้มีกลุ่มเพื่อนดีๆ ชักจูงกันเรียน หวังไว้เท่านี้แหละ