จุดเริ่มต้นของการเรียนจบการศึกษา

 

 

 

จุดเริ่มต้นของการเรียนจบการศึกษา

 

       เมื่อทุกคนจบการศึกษา ไม่ว่าในระดับใดแล้ว ซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนต่างก็ต้องเสาะแสวงหางานทำเป็นอันดับแรก เพื่อการดำรงชีพของตนให้อยู่บนโลกใบนี้ได้ แม้ตนเองก็ไม่สามารถทราบได้ว่าจะได้หรือไม่ แต่ขอให้ได้สมัครงานไว้ก่อน สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การหาแหล่งที่จะสมัครงาน ถ้าแหล่งงานนั้นเข้าตา ตนเองก็เข้าไปสมัครงาน สิ่งแรกที่ผู้เขียนต้องการแจ้งให้ผู้จบการศึกษาทราบ นั่นคือ

       1. ให้ท่านอ่านประกาศการรับสมัครงานให้ละเอียด รอบคอบเสียก่อนและต้องทำความเข้าใจกับประกาศที่หน่วยงานต้องการรับสมัคร

       2. ให้ดูวัน เวลา สถานที่สอบในประกาศให้ละเอียด

       3. ให้ดูว่ามีคุณสมบัติตรงตามประกาศรับสมัครหรือไม่

       4. ให้ดูว่าหน่วยงานที่รับสมัครนั้นจะดำเนินการสอบหรือคัดเลือกผู้สมัครงานอย่างไร เมื่อใด

       5. ให้ดูว่าหน่วยงานต้องการเอกสารใดบ้าง โดยที่ผู้สมัครงานจะต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานผู้รับสมัครตรวจสอบ ให้ครบถ้วน เพราะไม่เช่นนั้น ท่านจะเสียโอกาสในการรับสมัครงาน เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานจะปฏิบัติตามประกาศที่หน่วยงานรับสมัครงาน เพราะประกาศ คือ กฎ กติกาที่เป็นการปฏิบัติร่วมกันในกรณีที่คนเราอยู่ร่วมกันในสังคม (เนื่องจากผู้เขียนเคยสังเกตจากผู้มาสมัครงาน เมื่อมาสมัครงานแล้วไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ผู้เขียนบอกข้างต้น จึงทำให้เกิดการเจรจาต่อรอง และเกิดความไม่พอใจกันเกิดขึ้น...

        สุดท้ายหน่วยงานก็ไม่สามารถยืดหยุ่นได้และก็เสียโอกาสที่ตนเองจะได้แสดงความสามารถให้หน่วยงานได้ประจักษ์ไปในที่สุด เพราะนี่คือ...ความบกพร่องของตัวคุณเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่คุณจะต้องกระทำ ไม่ใช่ให้หน่วยงานที่รับสมัครคอยช่วยเหลือ (สำหรับหน่วยงานจะช่วยได้ก็เฉพาะเรื่องที่พออนุโลมได้เท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้น หน่วยงานจะไม่ประกาศให้ทราบในกระบวนการข้างต้นเป็นแน่) คือ ต้องเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบของผู้สมัครเอง ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ต้องเข้าใจในลักษณะของการทำงาน เพราะหน่วยงานบางแห่ง ให้เจ้าหน้าที่รับสมัครไม่ใช่รับสมัครในเรื่องนั้นเรื่องเดียว เจ้าหน้าที่ 1 คน มีภาระงานมากกว่าที่จะต้องมานั่งรับสมัครในเรื่องเดียว

        แต่ถ้าท่านใดปฏิบัติตามเช่นกระบวนการข้างต้น ก็แสดงถึงบรรยากาศที่ Happy กันทั้งสองฝ่าย เพราะทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎ กติกาที่หน่วยงานได้วางไว้ ทำให้เห็นว่า พฤติกรรมของคนที่จะแสดงความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ตนเองต้องทราบนั้นมีความแตกต่างกัน จึงทำให้เห็นได้ว่า คนประเภทแรก เมื่อเข้ามาอยู่ในหน่วยงานแล้ว ก็มีแต่สร้างปัญหา อ้างโน่น อ้างนี่อยู่เรื่อย เพราะไม่เข้าใจว่าตนเองมีหน้าที่อะไรและจะต้องทำอย่างไรบ้าง? พอเมื่อไม่ถูกใจก็เที่ยวโทษคนนั้น...คนนี้...ลืมดูความผิดของตนเอง...เรียกว่า “โทษของตนแค่หยิบเดียว แต่โทษของคนอื่นนั้น มหันต์”...ตนเองไม่ผิด แต่คนอื่นผิดอย่างเดียว...

       บางคนก็จะชอบอ้างอิงผู้บริหารท่านนั้น ท่านนี้ให้มาสมัคร โดยที่ไม่ได้ดูว่าคุณสมบัติของตนเองนั้นได้หรือไม่ เรียกว่า "ใช้เส้น" ซึ่งในระบบของการบริหารงานบุคคลจะเน้นเรื่อง ระบบคุณธรรมมากกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะปัจจุบันการคัดเลือกคนเข้าทำงานก็ต้องดูที่ความสามารถ ความรู้ คุณภาพของคนที่เข้ามาทำงาน มิใช่ดูที่ว่าเป็นเด็กของใคร...เหมือนกับว่า คนประเภทนี้จะไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องกระบวนการของการบริหารงานบุคคลมากนัก...(บางครั้งก็รู้ + เข้าใจ...แต่ก็ยังทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า...)

        ในฐานะที่ผู้เขียนเคยทำงานในด้านบุคคลนี้ เคยเกิดความคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า เมื่อสมัยที่ผู้เขียนเรียนนั้น ผู้เขียนจะได้เรียนวิชา หน้าที่พลเมือง + ศีลธรรม มาตลอด ซึ่งในความคิดของผู้เขียนในสมัยนั้น คิดว่า เป็นวิชาที่น่าเบื่อมาก แต่มา ณ ปัจจุบันทำให้ทราบว่า วิชาดังกล่าวมันติดตัวของผู้เขียนมา ทำให้ตัวเราทราบว่า เรามีหน้าที่อะไร มีความรับผิดชอบที่จะต้องทำอะไร มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมอะไรบ้าง?...จะไม่โทษคนอื่น นำเหตุและผลมาไตร่ตรองว่าเราผิดหรือเขาผิด ถ้าเราผิด เราจะยอมรับว่าเราผิดและหาทางแก้ไข...ถ้าเขาผิด เราก็ต้องชี้แจงเหตุผลและขอทราบเหตุผล...แต่ก็ไม่ทราบว่า ปัจจุบันนี้ ยังมีหลักสูตรของวิชานี้อยู่อีกหรือไม่ เพราะสังเกตจากบุคคลที่เข้าสมัครงานที่หน่วยงาน น้อยคนนักที่จะดำเนินการตามเอกสารข้างต้น แล้วก็จะชอบโยนว่าหน่วยงานไม่อะลุ่มอล่วย ไม่ยืดหยุ่นให้...

        ก็น่าแปลกดีเหมือนกันว่า “คุณภาพของคน” อยู่ที่ตรงไหนกันแน่...เพราะในสมัยก่อนที่ผู้เขียนไปสมัครงาน ผู้เขียนจะอ่านประกาศให้ละเอียด แล้วก็เตรียมเอกสารให้ครบตามที่ประกาศการรับสมัคร ...แต่ถ้าตัวเราเตรียมไปไม่ครบ เราจะไม่สมัคร เพราะถือว่าเป็นความบกพร่องของตัวเราเอง จะไม่โยนความผิดไปให้คนอื่น หรือไปเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ที่รับสมัคร เพราะประกาศ ก็คือ การที่คนเราต้องปฏิบัติร่วมกันนั่นเอง...