การใช้ศิลปะใน person-centred therapies นั้น ผู้ให้การดูแลสุขภาพสามารถพัฒนา new capacity ในการฟังผู้ป่วย

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๔
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ดิฉันตื่นขึ้นมา check e-mail และจัดกระเป๋าใบใหญ่ตั้งแต่เช้ามืด (เวลา ๐๓.๑๐ น. Dubai) เก็บของเรียบร้อยแล้วจึงอาบน้ำแต่งตัวไปกินอาหารเช้าเมนูเหมือนทุกๆ วัน ตั้งใจจะไปศูนย์ประชุมช้ากว่าทุกวัน

ลงไป check out กับโรงแรมและฝากกระเป๋าเอาไว้ ถามเขาเรื่อง transfer service ว่าอยากจะเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นจะได้มีเวลาไปเดิน shopping ที่สนามบินนานหน่อย พนักงานโรงแรมดูเอกสารของดิฉันแล้วบอกว่า Office ของบริษัทที่รับผิดชอบยังไม่เปิด เขาเปิดตอน ๐๙ น.

เรียกแท็กซี่ไปศูนย์ประชุม ดิฉันและโชเฟอร์รถแทกซี่ออกเสียงคำว่า convention centre ต่างกันเลยต้องอธิบายกันครู่หนึ่งว่าจะไปไหน ค่ารถเช้านี้ ๑๔ เหรียญเท่าทุกๆ วัน มาถึงศูนย์ประชุมแล้วอันดับแรกคือไปที่โต๊ะของบริษัทที่จัดการเรื่อง transfer service ขอเลื่อนเวลารถรับที่โรงแรมจากเดิมก่อนเวลาเครื่องบินออก ๓ ชม. (เครื่องออก ๒๓.๑๐ น. เขาคงมารับ ๒๐ น.) เป็น ๑๙.๓๐ น. ขอชื่อพนักงานที่รับเรื่องไว้ด้วย

ต่อจากนั้นไป Diabetes Café หัวข้อ Living with the complications of type 1 diabetes เรื่อง Stroke and Diabetes, Kidney failure และ Blindness ดิฉันมาทันได้ฟังเรื่องที่ J. Colquhoun ผู้ป่วยชาวออสเตรเลียเล่าชีวิตที่อยู่กับเบาหวานและโรคแทรกซ้อน รวมทั้งความเจ็บป่วยอื่น มีคนฟังไม่เยอะมาก แต่ทุกคนรู้สึกประทับใจและชื่นชมมากๆ ตอนสุดท้ายเธอร้องเพลง ถ้าจำไม่ผิดคือ Somewhere over the rainbow เพราะมากๆ เสียดายที่ตอนร้องเพลงดิฉันไม่ได้อัด VDO ไว้

หมอคนหนึ่งบอกว่าเรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารของแพทย์ยังไม่ดี และควรเรียนรู้จากผู้ป่วย อีกคนบอกว่าจะจำเสียงของเธอไว้ตลอดไป ผู้เข้าฟังขอถ่ายรูปกับเธอหลายคน เชื่อว่าเธอได้กำลังใจกลับไปด้วยไม่น้อย

 

คุณ J. Colquhoun (คนกลาง)

ช่วงเวลา ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ น. เป็นเรื่อง Using art in person-centred therapies โดย T.Assal จากสวิสเซอร์แลนด์ เล่าถึงการที่ใช้ศิลปะ (จัดเป็น workshop) เพื่อให้ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ดูแล บุคลากร (health givers) และผู้ใหญ่ที่สนใจ แสดงออกถึงความต้องการ ความรู้สึกภายใน (inner feeling) เนื่องจากมีการสังเกตพบว่า expression นำไปสู่ transformation

การทำงานมี ๒ steps คือ stage แรกเน้น individual activities ส่วน stage ที่ ๒ เป็น group activities, sharing experience, dialogue

Creation เกี่ยวข้องกับ introspection, reactivates emotions ครูจะคอยแนะว่าน่าจะเติมอะไร วาดเพิ่มได้เรื่อยๆ put the new things in mind set, brings order into chaos... วิทยากรนำเสนอภาพวาดแต่ละภาพ ที่บรรยายความรู้สึกของผู้วาด...

ใน stage ที่ ๒ ซึ่งเป็นกิจกรรมกลุ่ม ให้แต่ละคนเลือกสิ่งที่ต้องการโชว์ verbalize words bring images to life อธิบายงานให้คนอื่นรู้ “words” ทำให้ค้นพบความหมายใหม่ กลุ่มเกิด connection หากทำร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย เจ้าหน้าที่จะสนใจและเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น

การใช้ศิลปะใน person-centred therapies นั้น ผู้ให้การดูแลสุขภาพสามารถพัฒนา new capacity ในการฟังผู้ป่วย

ประโยชน์ที่ผู้ให้การดูแลสุขภาพกล่าวถึง ได้แก่ การสร้าง more comprehensive image  ของตนเองผ่านการค้นพบ creativity ของตนเอง, มองเห็นผู้ป่วยในมุมมองที่แตกต่าง ค้นพบ common ground of humanity, และเข้าใจการทำหน้าที่ของตนเองในกลุ่มดียิ่งขึ้น

ส่วนประโยชน์ที่กล่าวถึงโดยผู้ป่วยได้แก่ เพิ่ม self-esteem ซึ่งเชื่อมโยงกับการตระหนักรู้ในศักยภาพของตนเอง มี sense of power ในความสามารถที่จะเผชิญกับความยุ่งยากต่างๆ และมีความเข้มแข็งทางจิตใจที่เกิดจากการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม

มีการใช้ศิลปะในการให้ความรู้กับผู้ป่วยด้วย เช่น การวาดรูปอาหาร เพื่อให้ “know it better” อภิปรายความหลากหลายของอาหาร

การวาดรูปเหมือนการเขียนจดหมายที่ต้องมีการรวบรวมความคิด process of creation เป็น healing ที่ทำด้วยตนเอง

ระหว่างนั้น ดิฉันสังเกตพบว่ามีผู้หญิง ๒ คนที่นั่งขนาบข้างซ้าย-ขวาของดิฉันอยู่ ต่างตรวจน้ำตาลในเลือดของตนเอง เมื่อเขาคุยกันจึงรู้ว่าเป็นแม่-ลูก ดีจังที่ได้พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานหลายคนที่เข้าประชุมครั้งนี้

เมื่อจบแล้ว ดิฉันเข้าไปชื่นชมและถามคุณ Assal ว่ามีวิธีการอย่างไรให้คน express ความรู้สึกลึกๆ ได้ คำตอบที่ได้คือจะต้องมีการวางแผนที่ดี มี theme ไม่รีบร้อน ตอนเย็นระหว่างที่นั่งอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมรอรถมารับไปสนามบิน ได้เห็นเจ้าของเรื่องเล่าทั้งสองคน เธอพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกับดิฉัน

วัลลา ตันตโยทัย