...

ในการดำเนินชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ที่ต้องหมุนโผล่ขึ้นมาสู่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกแล้วก็เคลื่อนคล้อยต่ำตกลงทางทิศตะวันตกตามมติสมมุติของคนเรา  เป็นความจริงตามแบบสมมุติ  ถ้าตามความจริงแท้แบบปรมัตถ์คือสัจจะธรรมแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่เหนือโลกสมมุติ  เป็นสิ่งที่รู้ได้โดยยาก  เช่นพระผู้เป็นเจ้า  พระพรหม  พระนิพพาน

  แต่สิ่งที่เป็นจริงตามแบบสมมุตินั้นเราอาจเห็นได้ด้วยปัญญาของเราเองในโลกสมมุติที่อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์คือมีการเกิดขึ้นดำรงอยู่และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ๆ

การก้าวข้ามสู่ปีใหม่ในโลกสมมุตินี้ได้พิจารณาตนเองในหลายเรื่อง  จากการได้เห็นได้ยินได้อ่าน ฯลฯ  ได้เห็นกระแสธรรมชาติที่ไหลไปอย่างไม่ยอมหยุด  การไม่รู้ไม่เข้าใจก็ก่อเกิดความทุกข์ร้องไห้ดังน้ำตาจะเป็นสายเลือด  อย่างเด็กน้อยไปหาหมอเพื่อตรวจดูอาการของตนเอง  พอหมอเอาสำลีซุบน้ำเย็นมาทาตรงบริเวณที่จะเจาะเลือดเท่านั้นละร้องลั่นบางด้วยความเจ็บปวด  ทั้งที่หมอยังไม่ได้เอาเข็มแทงเนื้อเลย  คือนึกไปเองว่าเจ็บเลยร้องไห้ขี้มูกโป่ง  แสดงว่าคนเรานี้ทุกข์เพราะความคิดหลอกตนเองเยอะ  ด้วยความไม่รู้  กลัวตาย  ที่จริงความตายก็เหมือนกระพริบตาครั้งหนึ่งก็ตายแล้วครั้งหนึ่ง  พระเรียกว่าขณิกมรณะ  มันเป็นเช่นนั้นเอง

การไม่รู้ธรรมะนี้ทำให้คนเราเป็นทุกข์มากมาย  จะรู้ธรรมะได้ด้วยการฝึกฝนอบรมตนจนเกิดปัญญารู้แจ้งสว่างธรรมตามคำชี้แนะของหลักศาสนาอย่างพุทธธรรม  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกให้เห็นตามสภาพความเป็นจริง  คนมีปัญญาเท่านั้นจึงได้ดวงตาเห็นธรรม 

 คนมีปัญญาเท่านั้นจึงเดินทางถูก  คนมีปัญญาเท่านั้นจึงหันมาศึกษาพุทธธรรมเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน

คนมีปัญญาเท่านั้นจะหมั่นทำดีละเว้นความชั่วและทำจิตใจตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอนั้นแล.