GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกลับไม่ซ่อนเล็บ : การจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน

ทำความเข้าใจก่อนเดินทางสู่โลกจินตอักษร

งานเขียนในหัวข้อ "บันทึกลับไม่ซ่อนเล็บ : การจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน" นี้ เป็นการเขียนจากความรู้สึกและสิ่งที่อยากถ่ายทอด จากการได้เข้าร่วมสัมมนาและเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน ด้วยข้อจำกัดเฉพาะบุคคล อาจไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่จะพยายามเท่าที่จะสามารถทำได้

คำถามชุดสุดท้าย

คำถามชุดสุดท้าย ที่พวกเรานักแสวงหาความรู้เพื่อการพัฒนาด้วยจิตสำนึกสาธารณะมักได้พบอยู่เป็นประจำคือ (๑) ก่อนเข้าสู่การเข้าร่วมสัมมนา/การเข้าอบรม ทั้งที่เป็นเชิงปฏิบัติและไม่ปฏิบัติการ เราได้ตั้งเป้าหมายอะไรเอาไว้บ้าง (๒) หลังจากสิ้นสุดกิจกรรมการอบรม/สัมมนา เราได้อะไรบ้าง (๓) เราคิดว่าเราจะนำสิ่งที่เรียนรู้จากการอบรม/สัมมนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร (๔) หลังจากกลับจากที่อบรม/สัมมนา เราจะไปทำอะไรต่อ

ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเข้าร่วมสัมมนาเรื่องการจัดการความรู้ ที่โรงแรมสวนดุสิต แม้จะมีโอกาสได้ไปเพียงวันสุดท้าย แต่ก็รู้สึกยินดีเสมอกับการรวมกลุ่มกันพัฒนาอะไรบางอย่างของเหล่าผู้มีจิตสำนึกสาธารณะ เมื่อการสัมมนากำลังจะยุติลง คำถามชุดสุดท้ายข้างต้นก็โผล่ขึ้นมาทันทีท่ามกลางวงสัมมนา ความเป็นเรื่องที่ดีของคำถามชุดสุดท้าย คือ (๑) เราได้ทบทวนความรู้สึกก่อนเข้าร่วมกิจกรรมและขณะร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา (แม้บางคนจะมองว่าการเล่าความหลังเป็นเรื่องของคนแก่ก็ตาม แต่แก่ก็แก่เถอะ แก่แล้วมีประโยชน์ก็พอ) (๒) เราได้มีโอกาสบอกแก่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ว่า เราจะทำบางสิ่งบางอย่างข้างหน้าจากนี้เป็นต้นไป และเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ก็จะเป็นภาพหลอนคอยกระตุ้นให้เราทำตามคำพูดที่บอกไว้หลังจากกลับสู่ที่มาของแต่ละชีวิต

อย่างไรก็ตาม มีความคิดแวบหนึ่งแทรกมาระหว่างคำถามข้างต้น ความคิดดังกล่าวคือ "เราได้แต่ถามตัวเราเองว่า เราได้อะไรจากการอบรมครั้งนี้บ้าง แต่ทำไมเราไม่ถามด้วยว่า เราให้อะไรกับการอบรมครั้งนี้ ดูเหมือนการอบรมครั้งนี้ โดยส่วนตัวน่าจะไม่มีใครต้องจ่ายเงินสนับสนุน การเข้าใจอย่างนี้ เพราะผมไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลยจริงๆ" เมื่อหันกลับมาทบทวนตัวเองว่าเราให้อะไรกับการอบรมครั้งนี้บ้าง ทั้งที่สิ่งที่เราได้รับจำนวนหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับบางท่าน แต่มันยิ่งใหญ่และมากมายสำหรับหลายๆคน (เคล็ดลับคือ ปล่อยใจให้ว่างก่อนเข้ารับการอบรม) จะพบว่า (๑) ในช่วงการอบรม เราได้สละเวลาส่วนตัวและส่วนสำคัญบางอย่างมามอบให้กับการอบรม (๒) หากอยากจะให้ก็จงให้หลังจากเดินทางออกจากสถานที่อบรม เพราะเงินที่คณะผู้ดำเนินการนำมาจัดการอบรมให้เรา เข้าใจว่าเป็นเงินภาษีอากรของชาวบ้าน ดังนั้น การจะให้หลังการอบรมคือการศึกษาหาความรู้และนำความรู้เท่าที่พอจะมีอยู่ไปมอบให้ ช่วยเหลือตามกำลัง แก่ชาวบ้านตลอดถึงลูกชาวบ้าน ทำให้ได้ข้อคิดว่า ชีวิตเราจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เงินภาษีชาวบ้าน (อิณํ ทุกฺขํ โลเก การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก) เพราะเราได้ตอบแทนในหยาดเหงื่อแรงงานของเขาด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การคืนเงินให้

คำตอบจากคำถามชุดสุดท้าย

ส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นที่ต้องมานั่งเขียนรวบรวมความคิด เนื่องจากบอกที่ประชุมไว้ว่า สิ่งที่ได้ในการสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นข้อเขียนทางในเวปอันเป็นเวทีแลกเปลี่ยนต่างพื้นที่ คำพูดที่พูดออกไปแล้วคือเจ้านายของเรา อาจเคยได้ยินภาษิตปักษ์ใต้จากหนังตลุง กล่าวว่า "พระราชาพูดแล้วไม่คืนคำ" ถึงแม้เราจะไม่ใช่พระราชาของประเทศใด แต่เราก็เป็นพระราชาของชีวิตผม ดังนั้น พูดแล้วต้องทำตามที่พูด มิฉะนั้น ภาพหลอนจากห้องประชุมจะคอยหลอกหลอนเราตลอดไป

คำถามที่ ๑ ก่อนเข้าร่วมอบรมเราได้ตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้าง (ต้องการอะไรบ้าง) คำตอบคือ ทำทุกอย่างให้ลุล่วงด้วยดี โดยให้มีความกพร่องน้อยที่สุด แม้ทำไม่ได้ก็จะพยายามทำเท่าที่ความสามารถจะมีอยู่

คำถามที่ ๒ หลังจากสิ้นสุดกิจกรรมเราได้อะไรบ้าง คำตอบคือ ได้ความคิดใหม่ ทบทวนความคิดเก่า ทำความคิดเก่าที่ไม่มั่นใจให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ภาคภูมิใจที่เราคือส่วนหนึ่งในการทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จลุล่วงลงได้ มีความคิดที่ได้มานั้น มีอะไรบ้างล่ะ พอจะเรียบเรียงได้ดังต่อไปนี้

๑) ความคิดสายเดี่ยว เป็นความคิดที่ได้เรียนรู้จากที่ประชุม แบ่งย่อยออกเป็น ๒ ส่วนคือ

ก. ความคิดที่เป็นความรู้ แบ่งออกเป็น ๒ คือ (๑) ความรู้บริสุทธิ์ และ (๒) ความรู้ประยุกต์

ข. ความคิดที่เป็นความเข้าใจ แบ่งออกเป็น ๒ คือ (๑) ความเข้าใจเอกจิต เป็นความเข้าใจที่ตรงกับความเข้าใจของผู้ให้ความรู้ (๒) ความเข้าใจพหุจิต เป็นความเข้าใจที่เข้าใจแล้วแต่เบี่ยงเบนจากความเข้าใจของผู้ให้ความรู้ (เข้าใจผิดจากผู้ให้ความรู้ แต่ความเข้าใจนี้เป็นความคิดด้วย) ตรวจสอบได้โดยการถามผู้ให้ความรู้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจและสิ่งที่ผู้ให้ความรู้เข้าใจนั้นตรงกันหรือไม่

๒) ความคิดคู่ขนาน เป็นความคิดที่คิดขึ้นจากฐานความรู้ของผู้ฟังเมื่อได้ยินหรือได้เห็นความรู้อื่นๆจำนวนหนึ่ง

ทุกครั้งที่กล่าวถึงความรู้ ถ้อยคำของ "ขงจื้อนักปราชญ์จีน" ก็จะผุดขึ้นมาในความคิดของผมเสมอ ถ้อยคำนั้นคือ คิดโดยไม่ศึกษาเป็นอันตราย และศึกษาโดยไม่รู้จักคิดก็เป็นอันตรายเช่นกัน" จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเชื่อคำของท่านก็ได้ เนื่องจากความเห็นนี้เป็นความเห็นของคนๆ เดียว แต่ด้วยความที่หลายคนถูกปลูกฝังและเรียนรู้ความคิดจำนวนหนึ่งของโบราณาจารย์ (สิ่งที่ถูกปลูกฝังมีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง) ถูกสอนให้กราบไหว้หนังสือระลึกถึงความพากเพียรพยายามของผู้เขียนก่อนเปิดหนังสืออ่าน จึงทำให้เชื่อว่า โบราณาจารย์เหล่านั้นคือแบบอย่างที่ดี ถูกต้อง ทั้งความคิดและพฤติกรรมการแสดงออก คล้ายกับเรื่องเล่าที่ย่าเล่าให้ฟังสมัยเด็กว่า เมืองสวรรค์เป็นเมืองที่สวยงาม ตลอดถึงคัมภีร์ทางศาสนาก็บอกไว้เช่นนั้น เราก็เชื่อโดยไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่อศึกษาจากหนังสือหลายเล่ม โดยเฉพาะความคิดของนักการศึกษาฟากตะวันตก มีนัยสอนให้เราตรวจสอบความรู้ที่ศึกษา โดยไม่สนใจว่า ผู้เขียน (เจ้าของเนื้อหา) จะมีอายุ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ อยู่ในระดับใด การอ้างอิงก็ให้ถือเป็นมนุษย์เหมือนกันโดยไม่ใส่ใจว่าเขาอยู่ในสถานะที่สังคมยกย่องแบบใด เช่น หลวงพ่อพุทธทาส ตามที่ชาวพุทธจำนวนหนึ่งยกย่องเทิดทูนด้วยศรัทธา ในคราวอ้างอิงคำพูดก็จะยกว่า พุทธทาส กล่าวว่า.... หลวงพ่อปัญญานันทะ ก็จะอ้างอิงว่า ปัญญานันทะภิกขุ กล่าวว่า.... เป็นต้น โดยมองว่าเป็นความเที่ยงตรงทางวิชาการ อันที่จริง หากเปรียบเทียบผลงาน เราไม่อาจเทียบแม้แต่เศษฝุ่น ดังนั้น ถ้อยคำของ "ขงจื้อนักปราชญ์จีน" จึงผุดขึ้นมาบ่อยๆ เกือบทุกครั้งที่คิดและพยายามเขียน เพื่อไม่ให้เราหลงประมาทในตนเอง ในเมื่อ ศรัทธาและปัญญามันขัดแย้งกัน ก็ต้องหาจุดผสานร่วมกันระหว่างศรัทธาและปัญญาเท่าที่จะหาและทำให้เป็นไปได้ หากคิดผิดก็ถือว่าศึกษามาไม่ดี หรือไม่ก็การศึกษานั้นเหนือกว่าความคิดที่เราจะไปถึง

ความคิดสายเดี่ยว

๑) ไสยศาสตร์กับการบริหาร ในข้อนี้ ได้ความคิดจากผู้ใหญ่เทพพิทักษ์ จำได้ว่า ช่วงหนึ่ง ผู้ใหญ่เทพพิทักษ์เดินมาหา อ.เบียร์ แล้วบอกว่า "ผมรู้แล้วว่าจะตั้งกองทุนวันละ ๑ บาทได้อย่างไร ผมจะต้องไปบอกชาวบ้านซอยสุขสวัสดิ์ว่า ผมได้ไปดูดวงเมืองมา หมอบอกให้ชาวบ้านซอยสุขสวัสดิ์ต้องสะเดาะเคราะห์วันละ ๑ บาท" (อะไรประมาณนี้แหละครับ ต้องขอโทษผู้ใหญ่หากไม่สามารถเก็บคำพูดทั้งหมดไม่ได้) สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกต คือ (๑) ผู้ใหญ่รู้จุดอ่อนและจุดแข็งดีว่า ลูกบ้านในซอยสุขสวัสดิ์โดยมากหรืออาจจะทั้งหมด มีความเชื่อในเรื่องหมอดู ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ จึงนำช่องว่างตรงนี้มาบริหารจัดการเพื่อรวมความเชื่อตั้งเป็นกองทุน ทำให้เห็นว่า ผู้ใหญ่เข้าใจคิด และมีความน่าจะเป็นสำหรับเป้าหมายของวิธีการ (๒) คงไม่ใช่เฉพาะซอยสุขสวัสดิ์เท่านั้น ที่มีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ พ่อมดหมอดู โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้ควาญหาที่พึ่งแห่งความอิ่มเต็มทางใจไม่เจอ วิธีการนี้จะเป็นวิธีการหนึ่งในการรวมคน แม้ใจหนึ่งของเราจะรู้สึกปฏิเสธวิธีนั้นก็ตาม ต้องยอมรับความจริงอันหนึ่งคือ ต่อให้เราบอกว่าไฟบนแท่งเทียนมันร้อน ก็ไม่สามารถจะห้ามเด็กผู้ฉลาดไปจับไฟนั้นได้ ในเมื่อไฟคือสีพริ้วไหวสวยงามสำหรับเขา และตัวเราเองที่ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอันเป็นวิถีมนุษย์สมัยปฐมบรรพ์ ในบางครั้งจิตยังแสวงหามันและแปลกใจกับเรื่องราวบางอย่างที่เราพิสูจน์ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ถึงอย่างนั้นทำให้คิดว่า ตกลง จะโง่หรือฉลาดก็ช่าง ขอให้ชีวิตสัมผัสความสุขแห่งศรัทธาก็ยังดี อย่างน้อย น้ำประปาในโอ่งที่หลวงพ่อตักใส่ขันหยดเทียนลงก็ทำให้คลายทุกข์บางอย่างไปได้ชั่วขณะ แม้จะไม่ยั่งยืนก็ตาม

๒) คำคนคำเข้ม ในข้อนี้ ได้ฟังตัวแทนจากกลุ่มลำปางเอ่ยขึ้นว่า "ออมเพื่อกู้สร้างศัตรูในทันใด ออมเพื่อให้สร้างความเลื่อมใสและศรัทธา" สารัตถะของเนื้อหาประมาณนี้คล้ายๆ กับเคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง เมื่อพิจารณาจากเนื้อหา ทุกเครือข่ายกองทุนโดยเฉพาะทุกคนที่ต้องอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมในปัจจุบัน ขณะเดียวกันมีคานงัดสำคัญคือมโนธรรม ซึ่งมีอยู่ในทุกคน ทุกชนชั้น เรามีทางเลือก ๒ ทางคือ (๑) ถ้าต้องการอยู่เพื่อเงิน หวังให้มีเงินมาก ก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด มีความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและอำนาจบังคับของสังคม (เช่นคำสั่งของผู้มีศักดิ์เหนือกว่า) ผลที่ได้รับคือ ศัตรู แนวคิดข้อนี้คือ ยืนอยู่ท่ามกลางศัตรูมีแต่หดหู่และเหนื่อยอ่อน (๒) ถ้าต้องการสร้างศรัทธา หรือกัลยาณมิตร ก็ต้องออมเพื่อให้ เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่รักเสมอ (ททมาโน ปิโย โหติ) ผู้ให้อาจต้องเสียของบางอย่างในตอนต้น แต่จะได้รับบางอย่างในภายหลัง สิ่งที่ได้รับเป็นสิ่งที่คงอยู่ถาวร นอกจากนั้น คำที่กระตุ้นความคิดอีกอันหนึ่งซึ่งอ.เบียร์ทบทวนให้ฟังในรถตอนเดินทางกลับคือ "จบดอกเตอร์ฉลาดลึกแต่โง่กว้าง" (น่าจะใช่) เป็นคำที่ได้ฟังจาก อ.ตุ้ม

ถ้อยคำชุดที่ ๒ เราได้คุยกันในรถของ อ.เบียร์ระหว่างเดินทางกลับ มีความเห็นที่น่าคิดว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง เพราะระบบการศึกษาทำให้เป็น ในเมื่อการเรียนปริญญาเอก คือเรียนเจาะลึกลงไปสายใดสายหนึ่ง ดังนั้น ความลึกจึงเป็นเป้าหมายของปริญญาเอก (ยกเว้นแบบสหวิทยาการ) โง่กว้าง เนื่องจากระบบสอนให้เจาะลึก โดยไม่ได้ใส่ใจปริบทมากนัก ดังนั้น ความโง่หรือความไม่รู้วงกว้างจึงเป็นปกติของผู้จบการศึกษาด้วยระบบเช่นนั้น เอาเป็นว่า เรื่องที่เรียนมา บางทีบางคนยังตอบปัญหาบางอย่างได้ไม่หมด อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำชุดนี้กระตุ้นความคิดบางอย่างสำหรับผู้คิดจะเรียนและผู้เรียนจบแล้วแต่พูดออกไปแล้วคนอื่นไม่เข้าใจ ตลอดถึงรู้อย่างเดียวแต่ปฏิบัติไม่เป็น

คำคนคำเข้มฉากสุดท้ายที่จำได้คือ "การทำงานอย่าคิดว่าเป็นปัญหา" อันนี้เป็นข้อคิดจากกลุ่มสงขลา (พูดเวลา ๑๑.๓๕ น.)

เป็นความจริง ถ้าเราคิดว่าเป็นปัญหา เราก็จะไม่สู้มัน แต่เมื่อมีปัญหาและเราได้แก้ไข ยิ่งมีปัญหามากยิ่งทำให้กล้าแกร่งมาก อีกอย่างหนึ่ง หากไม่มีปัญหา คงไม่มีใครให้เรามาแก้ไข เขาเห็นว่าเรามีความสามารถและเราก็เชื่อว่า เรามีความสามารถ เราจึงตั้งใจที่จะสะสางมัน จริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรมากไปกว่าการที่เราคิดว่ามันเป็นปัญหา

๕. ตุมพจน์

อ. ตุ้มตั้งข้อสังเกตให้ได้เรียนรู้ว่า "ชั้นของการขับเคลื่อนมี ๒ คือ เชิงวิชาการ และเชิงชาวบ้าน" ข้อความนี้น่าจะคือ

เชิงวิชาการ

ขับเคลื่อนการจัดการความรู้ความเหมาะสมของเป้าหมาย

วิถีประชา ทฤษฎีหลัก

เอกภาพ พหุภาพ เข้ม

ปานกลาง

ชวนฝัน

๔. นันทภีมพจน์

คำว่า นันทภีมพจน์ เป็นเนื้อหาของ อ.ภีม ซึ่งท่านได้เสนอความคิดดีๆ อันเป็นอุดมการณ์ที่เราต้องเดินร่วมกับการปฏิบัติในการทำวิจัยคือ

คลังความรู้ คือรายละเอียดปลีกย่อยที่บันทึกไว้

ขุมความรู้ สาระจากรายละเอียด อันได้แก่ เนื้อหาสำคัญ ประสบการณ์ จินตนาการ

แก่นความรู้ สิ่งที่ได้จากการกลั่นกรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนอย่างที่สุด

ในข้อนี้ ทำให้คิดถึง ไม้จิ้มฟันซึ่งผ่านกระบวนการจัดทำจากท่อนไม้ใหญ่ ดังปรากฏในโฆษณาชิ้นหนึ่ง ซึ่งคงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะแก่นความรู้ที่ว่าคือ ปัญญา นั้นเอง (ข้อนี้ ไม่มั่นใจนักว่าจะเข้าใจถูกต้องกับความเข้าใจของ อ.ภีมหรือไม่)

ตกลงว่า ความรู้ที่ได้จากการฟัง (สุ.) และคิดตามไปด้วย (จิ.) ขณะเดียวกัน ได้เขียนบันทึกไว้เล็กน้อย (ลิ.) ขาดแต่ยังไม่ได้ถามอาจารย์ทั้ง ๒ ตลอดถึงผู้ร่วมกิจกรรม (ปุ.) จึงทำให้ไม่มั่นใจว่า จะเข้าใจถูกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีความรู้จำนวนหนึ่งที่ได้มาแล้ว แม้จะเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความรู้ของการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด

ความคิดคู่ขนาน

ความคิดคู่ขนานนี้ เป็นความคิดที่ได้ระหว่างการฟังการสัมมนาแล้วดักจับความคิดไว้ พอจะรวบรวมได้ดังนี้

๑) เพลงปลุกใจเสือป่า

ขณะที่นั่งฟังกลุ่มกะหลอร้องเพลงอยู่นั้น ความคิดแวบหนึ่งเข้ามาแทนที่คือ เพลงจำนวนหนึ่ง กระตุ้นความรู้สึกให้คนรักชาติ กระตุกความเป็นเลือดเดียวกันได้ดี ดังนั้น เพลงเพื่อปลุกใจจึงน่าจะนำมาใช้ให้เกิดกำลังใจและปลุกใจในทางที่ดีได้ อย่างน้อยเป็นการเพิ่มพูนคุณธรรมอันหนึ่งคือความสามัคคี จึงน่าจะมีเพลงอะไรสักเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อ "การจัดการความรู้ องค์กรการเงินชุมชน" เพื่อกระตุ้นพลังใจในการทำวิจัย

๒) อิทธิพลพระพุทธศาสนาในระบบความคิดของนักวิชาการ

ขณะนั่งฟัง อ.ภีม บรรยาย อ.ภีมได้พูดถึง สิทธัตถะ และเนื้อหาบางส่วนของพุทธศาสนา แวบความคิดหนึ่งเกิดขึ้น เชื่อมโยงถึง สัปดาห์ที่ผ่านมา ในหนังสือพิมพ์มติชน นักคิดท่านหนึ่งได้วิเคราะห์ถึง "ในปัจจุบันมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้นำพระพุทธศาสนาไปใช้ประยุกต์ ทั้งที่เป็นข้อเขียนและการสนับสนุนความคิด พุทธศาสนาที่เข้าใจนั้นยังไม่ถึงแก่นแท้ มีการเบี่ยงเบนตามความคิดความเข้าใจของแต่ละคน บทความนั้น ยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ เหตุเกิดเมื่อ พ.ศ.๑" ทำให้ย้อนคิดว่า แล้วเราล่ะ เข้าใจพระพุทธศาสนาเพียงใด เป็นการเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ แต่ไม่ได้เข้าใจอย่างที่พระพุทธเจ้าเข้าใจหรือไม่? ระหว่างนั้น ความคิดแวบหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอีกว่า ถ้าเราไม่กล้านำความเข้าใจที่เรามีอยู่แม้จะไม่เข้าใจตรงกับเป้าหมายหลักมาลูบคลำบ้าง เนื้อหาดังกล่าวก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นกระดูกไดโนเสาร์ให้คนกราบไหว้บูชาแต่ไม่รู้ถึงสาระสำคัญของสิ่งนั้น ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปซึมซับมันเปี่ยมด้วยประโยชน์นานัปประการ

๓) คำคนคนเขียน ข้อนี้มีหลายอย่างที่ได้ดักจับความคิดระหว่างนั่งฟัง

"ความคิดและความคิดทำสงครามกัน มิใช่ผู้มีศรัทธาทำสงครามกับผู้น่าศรัทธา (ความเป็นกลาง)" "คำว่า ดี มันไม่พอสำหรับชีวิตนี้อีกแล้ว ทุกชีวิตต้องอยู่เหนือดี คือ ดีมาก ดีเยี่ยม ชำนาญ และเชี่ยวชาญ" ความคิดนี้ได้รับเมื่อฟังตารางความคิดอิสระจาก อ.ภีม "เราต้องรู้จักตนเองก่อน ก่อนลงมือปฏิบัติ สำหรับคนขี้เหร่ หน้าตาไม่ใช่จุดสนใจสำหรับเพศตรงข้าม ดังนั้น ต้องใช้อะไรสักอย่างในตัวที่คิดว่าถนัด และดีที่สุดที่มีอยู่ ให้ปรากฎเด่นชัดต่อเขา ท่านจึงจะน่าสนใจ"

๔) ข้อปฏิเสธเมื่อรับงาน

ผลเสียของการเรียน/ทำงาน เฉพาะสาขาคือ ความบกพร่องในสาขาอื่นๆ และการปฏิเสธสาขาอื่นเมื่อมีงานที่ไม่ใช่หน้าที่ตนเข้ามา ทั้งที่ไม่ยากเกินกว่าจะแสวงหาความรู้และการเพิ่มพูนศักยภาพความเรียนรู้ได้ คำปฏิเสธเพื่อปัดความรำคาญใจคือ ไม่มีความรู้ในด้านนั้น อันที่จริงคือไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานสายของตนต่างหาก

๕) พุทธประยุกตวิทยา

เมื่อได้เห็นตัวปลาที่ อ.ภีมนำเสนอ แวบความคิดจากฐานความรู้ทางพุทธก็เกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขามีอยู่อย่างไม่น่าเบื่อ ทราบว่า ความคิดของมนุษย์เป็นภาพ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้นามธรรมเป็นรูปธรรม เช่น แมงมุม ๘ ขา ก็ต้องทำอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เป็นแมงมุม แล้วไข่ใต้ท้องแมงมุม น่าจะเป็นอะไร น่าจะเป็นนิพพานอันเป็นเป้าหมายหลักกระมัง แนวคิดนี้ขอตั้งชื่อใหม่ว่า "แมงมุมอริย" จากนั้น กบมีสี่ขา สามารถทำให้เป็น "กบอริยสัจ"

คำถามชุดสุดท้ายในข้อที่ ๒ นี้ เป็นความพยายามเก็บเรื่องราวเท่าที่เก็บได้เท่านั้น สุดท้ายอาจารย์ตุ้มสอนว่า เราควรแผ่เมตตาอภัยก่อนจบการประชุม เพื่อจะได้ไม่จ้องเวรซึ่งกันและกัน ดังนั้น สุดท้ายนี้ กราบขออภัยสำหรับผู้อ่านและทุกคนที่ผมเอ่ยถึง หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยไว้แทบความรู้สึกส่วนลึกของทุกท่านด้วย

นม.(คากรอง)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 4730
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

เมื่อเห็นอาจารย์เอกได้เขียนลง blog ดีใจมาก เพราะจะได้อ่านงานเขียนบ่อยขึ้น

เบียร์พยายามที่จะเขียนให้บ่อยขึ้น แต่บางครั้งงานที่ภายนอกเข้ามากระทบมีผลมาก

ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องการเรียนปริญญาเอกเพิ่มนะ คือ จากที่ได้รับฟังความคิดจากพี่ๆ เพื่อนๆ จากการอ่านหนังสือ สุดท้ายก็เริ่มหันกลับมาคิดว่า เรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร ตอบตัวเองไม่ได้ ตอนที่ติดต่อเรื่องเรียนต่อเพราะอยากมาก(ตอนนั้นไม่มีเหตุผล) แต่เมื่อได้พบกับคนที่ร่วมงานทำให้มีความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียงเพียงเท่านั้นหรือ เลยทำให้ตัดสินใจได้ว่า จะทำเพื่ออะไร ถ้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็จบเลยตกลงกับตัวเองไว้ว่า จะไปเรียนเมื่อมีผลประโยชน์ต่อคนหมู่มากเท่านั้น หากเป็นงานที่เก็บขึ้นหิ้งคงจะไม่ทำ

วันนี้ ตั้งใจจะมาเก็บถ้อยคำที่เขียนไว้ในบล๊อกนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเสียดายความคิดจำนวนหนึ่ง หากวันหนึ่งเวปนี้ล่ม หรือเนื้อหาของผมถูกลบไป ความคิดดังกล่าวจะได้ไม่สูญหายไป ดังนั้นจึงต้องมาเก็บไปไว้ใน word

 

1) ในอนาคตอันใกล้ ระบบจะมีการ save archive ของบันทึกในบล็อกได้คะ

2) ไม่มีใครลบบันทึกในบล็อกได้คะ นอกจากตัวเจ้าของบล็อกเอง (แต่ถ้าบันทึกใดในบล็อกใด มีการละเมิดนโยบายการใช้บริการ GotoKnow.org ผู้ดูแลระบบจะสามารถลบบันทึกนั้นๆ หรือ ลบบล็อก ได้คะ)

3) ระบบมีการ Backup ไว้ทุกวันคะ

4) ถ้าเว็บนี้จะล่ม ก็คงเป็นเพราะการถูกสั่งปิดคะ แต่เนื่องจาก GotoKnow.org เป็นการให้บริการโดยไม่หวังผลกำไรใดๆ และเจ้าของคือ สคส. ดังนัน โอกาสการถูกปิดก็คงน้อยนักคะ

ขอให้สบายใจได้คะ :)

ผมชวนเเหม่มกับแป้นมาดูการประสานเชื่อมโยงโดยB2B ซึ่งเป็นตลาดนัดความรู้ออนไลน์ เพื่อให้แหม่มกับแป้นร่วมเป็นผู้ประสานชุมชนองค์กรการเงินชุมชนด้วย
เจอBlogกระท่อมน้อยปลายนา นึกสงสัยว่าใครกันนะ เปิดเข้ามาดูถึงได้ร้องอ๋อพร้อมกันทั้ง3คน
ขอยกย่องให้เป็นสุดยอดของการบันทึกสินค้าที่ได้จากการเข้าร่วมตลาดนัดวันที่29ครับ เสียดายวันที่28อ.เอกไม่ได้ลงชมตลาดนัดด้วย ไม่งั้นคงเขียนได้อีก10หน้ากระดาษ
อยากให้อ.เอกเขียนความรู้ที่ได้จากกิจกรรมการพัฒนา(จัดการความรู้)เครือข่ายกองทุนต.ในคลองบางปลากดบ่อยๆ พวกเราจะได้รับส่วนบุญจากความรู้(ศัพท์ของอ.ตุ้มซึ่งเป็นที่รักของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน)ที่อ.เอกเก็บเกี่ยวมาให้ครับ

 

ขอแสดงความขอบคุณ สำหรับถ้อยคำของคุณจันทวรรณที่ทำให้ผมอุ่นใจ ขอขอบคุณ อ.ภีมที่ให้คำแนะนำ จริงๆ แล้ว ผมตั้งใจจะมาเปิด บล๊อก นานแล้วครับ แต่ผมยังไม่ได้ให้โอกาสตัวเองในการเข้ามาเปิด (ไม่ใช่ไม่มีเวลา) ครั้งแรกที่คิดไว้คือ ตั้งใจจะเปิดบล๊อก "ตามรอย อ.เบียร์" (หน.โครงการ) เพราะผมเห็นว่า ชีวิตเขาแสนจะทรมาน หาเวลาว่างให้กับเพื่อนฝูงไม่ค่อยจะมี ชีวิตมีแต่งานกับงาน ทั้งที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรง การขอความช่วยเหลือ และความต้องการที่จะทำ ชีวิตช่างมีค่าเสียนี่กระไร "คิดอะไรไม่ออกให้บอกเบียร์" ทำไปทำมา ผมตามไม่ทัน จึงมาเขียนเรื่องที่ต้องเขียนก่อน เอาเป็นว่า หาก อ.เบียร์ชวนผมไปหมู่บ้านอีก ผมจะเก็บความรู้ตามที่ผมเข้าใจและสิ่งที่เป็นมาฝากละกันนะครับ