วันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2554

เวลา 9.15 น.

ผมมาถึง บขส.บ้านผม เพื่อจะเดินทางไปขึ้นรถที่ บขส.อีกอำเภอหนึ่ง อีก 20 กิโลเมตร....สู่ประตูเมืองเหนือ

ผมไม่ได้ค่อยได้นั่งรถโดยสารประจำทางสายสั้น ๆ มานานแล้ว...จำได้เสมอว่า...เป็นสายหวานเย็น...จอดรับผู้โดยสารได้ทุกที่...และต้องคูณเวลาเผื่อไว้ให้มากมาก

แต่เสน่ห์การเดินทางแบบนี้สำหรับผม คือ ได้เห็นสิ่งที่คุ้นตา คุ้นเคย และคุ้นชิน ที่เห็นทุกวัน เช่น ต้นไม้ วัด ผู้คน  ป้ายบอกทาง แม่น้ำ และคูคลองหนองบึง ในรูปแบบใหม่ แปลกใหม่ และมีชีวิตชีวา

อาจเป็นเพราะผมมองเห็นรายละเอียดได้มากขึ้น...มีเวลาในการมอง จึงทำให้มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรียบง่ายที่คุ้นชินทุกวัน

ผมได้นั่งด้านท้ายรถ...เบาะหลังเก่าเก่า...มองเห็นฟองน้ำโผล่มาให้เห็น...และเป็นแอ่งหลุมเห็นพื้นไม้...บนพื้นไม้มีข้อความประทับว่า...ที่นั่งสำหรับหมา...จึงทำให้ผมย้ายก้นออกจากที่นั่งนั้น

ข้างข้างผม...มีหลวงตารูปหนึ่งนั่งรอผมด้านซ้ายมือใกล้ประตูท้ายแล้วครับ...ผมมองเห็นความอบอุ่นที่ท่านส่งมาให้ผม...ถึงแม้ผมยกมือไหว้และยิ้มทักทาย...หลวงตาจะเดินทางไปที่ใดหนอ ?

เป็นคำถามที่ผมไม่กล้าถาม เพราะท่านกำลังอ่านหนังสือ...จึงทำให้ผมหยิบหนังสือมาอ่านบ้าง...หนังสือในมือของผม คือ สมองไหวในฮ่องกง ของนิ้วกลม...ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย แต่หยวน ๆ ก็แล้วกัน เพราะเป็นการเดินทางเหมือนกัน

หนึ่งบรรทัดจบผมก็สลับมองดูผู้คนและรายทาง...ออกจากหน้าต่างรถที่ยาวไกล

รถโดยสาร...ตามที่บอกว่า...จอดรับผู้โดยสารได้ทุกที่...แต่พอคนสุดท้ายขึ้นรถได้ขาเดียวก็บึ่งออก...กระโชกคนโดยสารแทบตกจากรถ...ไม่รู้ว่า...อย่างนี้เรียกว่า รีบหรือเปล่า ?

หลวงตา...กำลังชักมือออกไปรับผู้สารโดยสารเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางแก่...แต่ก็ชักมือกลับเช่นเดิม...ท่านอาจคิดว่า...ไม่เหมาะสม และอาจเห็นทีท่าว่า คุณป้าน่าจะเกาะราวรถได้แล้ว...

ผมแอบอายที่ตนเองไม่ได้ไปรับคุณป้า...ผมมองหลวงตาด้วยสายตาที่อยากจะขอโทษ เพราะมัวแต่สนใจสิ่งรอบข้างภายนอก...และลมหนาวที่พัดพายอยู่

พอได้ที่ โชเฟอร์คนหนุ่มก็เริ่มเปิดเพลง...น่าจะเป็นคุณไผ่ พงศธร ร้อง...เนื้อเพลงคุ้นหู...คนอยากเป็นแฟน...ทำไมต้องเป็นแค่เพื่อน...ประมาณนี้

ถึงเสียงเพลงจะเปิดดังลั่นเท่าไหร่...แต่ก็ไม่ดังเท่ากับเสียงจอแจของผู้คนในรถ และเสียงรถที่ผ่านสัญจรร่วมทาง...เพราะเวลานี้..รถบรรทุก..รถพวง...ต้องบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล...จึงทำให้รถต่าง ๆ ค่อย ๆ ไป เพราะมีรถอ้อยคว่ำบ้าง...ก็น่าคว่ำครับ...บรรทุกหนัก...สูงเหมือนตึกสามชั้น...ต้องวิ่งเลนกลาง...เสียหลักสักหน่อย...คว่ำแน่...อ้อยกระจายเต็มถนนแน่นอน

รถมอเตอร์ไซด์...รถเก๋ง...รถกะบะ...ต้องระวังให้ดี...เดี๋ยวตึกถล่มใส่

ผ่านป่าสัก...ห้วยเล็ก ๆ ...ไร่อ้อย...ร้านปะยาง ร้านลาบก้อยซอยห่างต้มแซบ ร้านคาราโอเกะ...ไก่ย่างวิเชียรบุรี ...โรงงานน้ำตาล...เห็นควันสีขาวปนดำ...พวยพุ่งจากปล่องไฟหลายแท่ง

สักพัก...ผ่านผืนนาปรังสุดลูกหูลูกตา...ต้นข้าวเล็ก ๆ ...สีเขียว...ทำให้สายตาได้พักผ่อนและมีชีวิตชีวาบ้าง

สักอีกพัก...ก็มีนายท่าที่รอข้างทาง...ขึ้นมาบนรถ...มาตรวจตั๋ว...ถ้าผู้โดยสารทุกคนอ่านหนังสือออก...ข้างหน้าสายตาของทุกคน จะมีป้ายใหญ่เขียนว่า

"ตั๋วหายให้ซื้อใหม่ทุกกรณี"

โชคดีที่คนในรถทุกคน...ไม่ทำตั๋วหาย...ผมก็เช่นกัน...ล้วงจากกระเป๋ากางเกงด้านขวา...เจอตั๋ว 15 บาทพอดี...แต่เวลานั้น...ผมว่า ตั๋วมันมีราคามากกว่านั้น

(ผมกลับมาถึงบ้านอีกหลายวันผ่านมา ถามทิมดาบ-ลูกชายว่า เราจะแก้ไขปัญหาถ้าตั๋วหาย แล้วได้จ่ายเงินใหม่อย่างไงดี ? ทิมดาบบอกว่า...เจ้าของรถน่าจะให้สายรัดข้อมือผู้โดยสาร...เหมือนเขาไปเล่นเครื่องเล่นสไลเดอร์...หมดเวลา แล้วส่งสายรัดคืน...ผมฮามาก)

 

สักอีกพักหนึ่ง...ก็มีคุณยายแก่..ขึ้นรถ...เหมือนเหตุการณ์ครั้งแรก

คราวนี้ผมไม่รอช้า...รีบเข้าไปจับคุณยาย และพาไปนั่งเบาะข้างใน

ผมกลับมานั่งที่เดิม...และเห็นรอยยิ้มที่หลวงตายิ้มให้ผม

ราวกับแสงตะวันที่อบอุ่นที่พัดลมหนาวให้จางลง

 

การเรียนรู้กับการเดินทางสายสั้น ๆ 20 กิโลเมตร ครั้งนี้..ทำให้สอนตนเองว่า

"ใจหายให้ซื้อใหม่ทุกกรณี"

 

..................................................

  • ถ้าฉันจะทำอะไร ก็เป็นเพราะฉันอยากทำ
    มิใช่ทำเพื่อต้องการให้ผู้อื่นประทับใจ
    ฉันไม่ต้องการเป็น "คนดี" เพื่อให้ใครๆชมเชย
    ถ้าฉันทำดี เป็นเพราะฉันต้องการทำสิ่งนั้น
    ฉันไม่ต้องการทำงานเพื่อเงิน
    ......
     
  •  

(ผมชอบคำนี้...ของพี่โดม วุฒิชัย จังครับ...พี่โดม เป็นนักเขียนมีชื่อท่านหนึ่งและเขียนได้อย่างนุ่มนวลเนียบเนียนแต่บาดลึกครับ... เป็นญาติของผมผ่านปู่สอน ครับ...หลายหนในชีวิตของผม ผมว่าชีวิตผมเป็นเหมือนแผนที่...เจออีกคนหนึ่ง...ทำให้รู้จักกับคนหนึ่งร่ำไป...จนกลายเป็นพี่เป็นน้องกันครับ)

 

.............................................