หากจำบันทึก (ร่าง) วิเคราะห์กระบวนการเรียนการสอน "การทบทวนตนเอง" โดยใช้วีดิทัศน์ "คุณหมอพงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา" กับ นักศึกษาครู ที่ผมเขียนไว้ได้ นั่นเป็นกระบวนการเรียนการสอนหนึ่งที่อยู่ช่วงครึ่งแรกของภาคเรียน โดยมีการใช้วีดิทัศน์เข้าร่วมมือกันอยู่ ๒ เรื่อง คือ

๑. หลังจากที่นักศึกษาตัดสินใจเรียน/ไม่เรียนกับผมจากการฟังคำชี้แจงการเรียนและแนวการสอนจากผมแล้ว การเรียนคาบต่อไป ผมจะเปิดวีดิทัศน์ "ตัวอย่างของคนที่มีคุณค่า" จากรายการคน ค้น ฅน และ "สามเกลอแห่งมอชอ" พร้อมกับมีการสังเคราะห์การรับรู้ของเขาทันที และผมจะสรุปถึงคำว่า "โอกาส" และ "ความพยายาม"

๒. กระบวนเรียนจะอยู่ในเนื้อหาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสัปดาห์ที่จะถึงวันพ่อ ผมจะเข้าสู่ (ร่าง) วิเคราะห์กระบวนการเรียนการสอน "การทบทวนตนเอง" โดยใช้วีดิทัศน์ "คุณหมอพงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา" กับ นักศึกษาครู ทันที เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ถามตัวเองในสิ่งที่เขาได้ทำผ่านมาในชีวิตของเขา

 

เมื่อถึงเวลาการของการสอบกลางภาค ผมเลือกที่จะใช้ข้อสอบอัตนัยเพื่อถามตอกย้ำอีกรอบว่า ตั้งแตนักศึกษาชมวีดิทัศน์ทั้งสองเรื่องที่ผ่านมาแล้วนั้น เขาคิดว่า เขาได้มีมุมมอง วิธีคิด หรือทัศนคติต่อการใช้ชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าวให้ครูเข้าใจและให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น (ผมยอมเสียคะแนนจากเนื้อหา ๑๐ คะแนน เพราะผมเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากกว่าเนื้อหา)

 

มีคำตอบมากมายที่ผมได้เล่าไว้ในอนุทินสั้น ๆ แล้วว่า ๑ หมู่เรียนที่ผมตรวจเสร็จแล้ว ผลเป็นที่น่าพอใจมาก สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างของนักศึกษาที่ได้เขียนออกมา

ขอให้คุณจงศรัทธาว่า หิริโอตัปปะของเด็กปี ๑ ยังคงมีอยู่ บางคนเปิดใจเต็มร้อย บางคนเปิดใจไม่หมด แต่อย่างน้อยเขาก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องดี ๆ ที่เขาได้ทำกับพ่อแม่เขาให้ครูอย่างผมได้ฟัง

คุณเชื่อผมเถอะว่า เขามีความนับถือในตนเองสูงขึ้น เขาปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างรวดเร็วและน่าทึ่งทีเดียว

 

บันทึกนี้อยากยกตัวอย่างสิ่งเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาสักคนที่ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบสำนวนการเขียนของเขาน่าดู

สดใส ร่าเริง และจริงใจ

 

 

Large_mt2101_05_janya_small

 

อ่านออกไหมครับ งั้นเดี๋ยวผมอ่านให้ฟังนะ ;)...

 

เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะเลยค่ะ [ไปในทางที่ดีนะคะ] เพราะว่าหลังจากการได้ดูวีดิทัศน์ทั้งสองเรื่องแล้ว หนูมีความรู้สึกว่า หนูเป็นคนที่มีค่ามาก หนูมีอะไร ๆ ที่พิเศษกว่า 3 เกลอนั้นเป็นหลาย ๆ เท่า แต่เขาเหล่านั้นกลับเป็นคนที่น่ารัก ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้าง และโลกใบนี้อย่างมากมากมาย เพราะมีหนึ่งในสามคนนั้น บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา คือ การเรียน กับ โอกาสที่เขาได้มี

แต่ถ้าหนูกลับมามองย้อนดูตัวเองอีกทีแล้ว หนูรู้สึกใจหาย แล้วเกิดคำถามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า

ทำไมเราถึงได้อ่อนแออย่างนี้!

ทำไมเราไม่อ่านหนังสือเมื่อมีเวลาว่าง!

พ่อแม่ส่งเรามาเรียนไม่ใช่เหรอ!

ทำแบบนี้แล้วจะเรียนจบไหม!

ถ้าพ่อแม่รู้ ท่านคงเสียใจน่าดูเลย เคยคิดและเคยถามกับตัวเองหลายต่อหลายหน แต่ไม่เคยทำสักที แต่พอมาดูวีดิทัศน์ชุดที่สอง (คุณหมอพงศ์ศักดิ์ : ผู้เขียนบันทึก) ทำให้หนูรู้สึกหวาดกลัว และรู้สึกว่าตัวเองได้ทำบาปอย่างมหาศาล เพราะเวลาแต่ละนาที มันผ่านไปโดยการดูทีวี ฟังเพลง เล่นเกมส์ และคุยโทรศัพท์ รู้สึกเสียดายเวลา และเสียใจคะ คิดว่า เราไม่น่าทำแบบนี้เลย

ถ้าย้อนเวลาได้ หนูจะใช้เวลาที่มีทุกวินาทีทุ่มเทให้กับอนาคตของหนู แต่หนูก็คิดว่ามันยังคงไม่สายเกินไป เพราะที่หนูยังมีลมหายใจทุก ๆ มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาพบเจอคนรอบข้าง

นั่นก็เป็นสัญญาณที่บอกกับหนูว่า เธอยังมีเวลา และมีโอกาสอยู่นะ

และทุกวันนี้การดำเนินชีวิตของหนูก็เปลี่ยนแล้วคะ

ในแต่ละวัน หนูจะพยายามหลับตอนเวลา 4 ทุ่ม และฝึกตัวเองให้ตื่นให้ได้เวลา 05.00 น.

และถ้าหนูมีเวลาว่าง ๆ หนูก็จะนั่งตีเส้นกระดาษสำหรับการเขียนปากกาสปีดบอล [ช่วงเวลาที่ดูละคร] (เออ งานให้นักศึกษาเขียนตัวอักษรของผมเองครับ สั่งไว้ล่วงหน้า ให้ทำทั้งภาคเรียน ฝึกเรื่องทักษะการเขียนและวินัย : ผู้เขียนบันทึก)

ส่วนตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็จะอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ (เด็กนับถือคริสต์ครับ : ผู้เขียนบันทึก)

ตอนกลางคืนก่อนนอนก็อ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง

หนูรู้สึกว่า หนูจะแบ่งเวลาได้ถูกต้อง และสามารถใช้ได้อย่างมีคุณค่า

เวลาจะทำอะไรก็คิดถึงอนาคต คิดถึงหน้าของพ่อแม่

มีเวลาก็โทรหาท่าน หยอกล้อเล่นกับท่าน และดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้อบอุ่นและแข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่เป็นอะไร และท่านจะได้หายห่วงคะ เพราะเวลาคุยกับท่าน ท่านก็จะย้ำเตือนเสมอว่า อยู่ห่างไกลพ่อแม่ให้ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าให้ตัวเองมาเจ็บไข้ได้ป่วย

ขอบคุณอาจารย์ ...(...)... มาก ๆ เลยนะคะ ถ้าแม่หนูรู้ แม่คงจะปลื้มอาจารย์ไม่น้อยเลยนะคะ ขอบคุณคะ (แหมตบท้ายแบบนี้ เอาเต็มไปเลย อิ อิ)

 

 

............................................................................................................

 

คำตอบทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้สอนให้เขาท่องจำนะครับ เขาเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองใน ๒ เดือนที่ผ่านมา

สำหรับมหาวิทยาลัยแล้ว เด็กปี ๑ คือ ผ้าขาว ที่เขาอาจจะเคยหลงผิด หรือทำผิดพลาดมาบ้างตอนอยู่ประถม หรือ มัธยม

แต่ทุกอย่างแก้ไขได้ หากเขาสามารถที่จะรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันเวลา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะคำว่าสายเกินไปในมหาวิทยาลัย คือ การรีไทน์ เรียนใหม่ หรือ เรียนซ้ำชั้น

 

การสอบกลางภาค กลายเป็น การตอกย้ำจากผมอีกรอบ เพื่อจะถามเขาว่า

จำได้ไหม ความรู้สึกหลังจากดูวีดิทัศน์เหล่านั้น เธอเขียนคำสัญญาอะไรไว้กับครอบครัวของเธอ

แล้วตอนนี้ล่ะ เธอลืมหรือยัง เธอได้เริ่มเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อพ่อแม่ของเธอและตัวเธอเองหรือยัง

เพียงเท่านี้ ก็บรรลุวัตถุประสงค์แห่งความพอใจของคนเป็นครูแล้ว

 

ส่วนอนาคตข้างหน้า ... ผมก็คงได้แต่เฝ้ามองเท่านั้น ส่วน "ความดี" จะยังคงทนต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้ว

ผมแค่เป็นคน "เริ่มต้น" ให้พวกเขาได้คิดและทบทวนตัวเองเท่านั้น

 

แต่เชื่อผมเรื่องหนึ่งเถอะครับว่า "มันได้ผล" จริง ๆ การกระตุ้นให้เขาได้คิดและเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ผมจะมีเรื่องเล่าอีกมากมาย ท่านอาจจะซึ้งใจไปกับผมด้วยก็ได้นะ

 

แต่ไม่ต้องบอกว่า ผมเป็น "ครูเพื่อศิษย์" นะ ผมไม่อยากเป็น ...

 

ผมเพียงแต่เป็น "ครูธรรมดา" คนหนึ่งที่อยากให้ลูกศิษย์ที่ผมสอนเป็น "คนดี" เท่านั้น ... (ครูทุกคนก็คิดแบบนี้ มิใช่หรือครับ)

 

บุญรักษา ทุกท่าน

พบกันโอกาสหน้าครับ ;)...