กว่าจะได้มีดหรือดาบซามูไรที่คบกริบ ต้องผ่านไฟ ผ่านการตีมาไม่รู้กี่ร้อยกี่หมื่นครั้ง ดังนั้นกว่าที่เราจะเข้มแข็งก็ต้องผ่านอุปสรรค สิ่งที่เข้ามาเป็นเพียงสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามผ่านไปอย่างเข้มแข็ง
น่าน...นานๆทั้งทีกว่าที่จะได้มา เพราะฉะนั้นเมื่อได้มีโอกาสมาแอ่วเมืองน่านทั้งทีจะไปเที่ยวแต่ในตัวเมืองน่านก็ใช่ที่ พวกเราอุตส่าห์เช่ามอเตอร์ไซค์กันแล้ว เลยพากันทำตัวเป็นแว้นกะสก๊อยซะหน่อย...ขี่มอเตอร์ไซค์แต๊ก ๆๆๆ  ออกไปชมต่างอำเภอของจังหวัดน่านกันดีกว่า จุดมุ่งหมายปลายทางของพวกเราที่กะว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปให้ถึงก่อนค่ำคืออำเภอบ่อเกลือ

 

 

พวกเราเลือกที่จะใช้เส้นทางในการเที่ยวน่านเหนือ โดยผ่านไปทางอำเภอท่าวังผา-ปัว-บ่อเกลือ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่จะได้แวะดูจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว ก็ที่เค้าบอกว่างดงามไม่แพ้จิตรกรรมที่วัดภูมินทร์อันลือเลื่อง...สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ยังไงก็ยังไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะเห็นด้วยตาตนเอง อิอิ

 

 

 

 

ระหว่างทางไปอำเภอท่่าวังผา ผ่านทุ่งนาสีเขียวอ่อนสดใส บางช่วงนาข้าวเิริ่มเป็นสีทองเหลืองอร่าม เห็นแล้วสดชื่น อากาศก็กำลังเย็นสบาย แม้ว่าตอนที่พวกเราไปจะเป็นเวลาเกือบสิบโมงแล้วก็ตาม...ข้าพเจ้าสะดุดตากับดอกหญ้าข้างทางสีขาวดอกเล็กๆ ที่ชูช่อเบ่งบาน...อดใจไม่ไหวจนต้องจอดรถเพื่อแวะถ่ายรูปกะดอกหญ้า...ก็ดูสิ เค้าเบ่งบานชู่ช่อพริ้วไสวตามลมราวกับโบกมือทักทายพวกเรา ไม่แวะไม่ได้แล้ว ^o^

 

 

ขี่มอเตอร์ไซค์ช้าๆ...ประมาณ 40 กม./ชม. ชื่นชมกับภาพบรรยากาศของธรรมชาิติ และิวิถีชีวิตของชาวน่าน บางหมู่บ้านกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ในขณะที่อีกไม่ไกลกันนัก ชาวนากำลังเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องจักร...เป็นภาพที่หลายๆ คนคงพบเห็นได้ในอีกหลายๆ พื้นที่ ภาพที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตแทนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สั่งสมกันมาแต่บรรพบุรุษ จริงอยู่การใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนอาจทำให้อะไรหลายๆ อย่างง่ายดาย สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็สูญเสียอะไรหลายๆ อย่างโดยที่เราไม่รู้ตัว....ความสามัคคี ความมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งสามารถมองผ่านได้จากวัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวนั้นกำลังถูกเทคโนโลยีกลืนหายไปอย่างช้าๆ...

 

ผ่านจากภาพทุ่งนาสีทอง...ก่อนจะเข้าสู่อำเภอท่าวังผา ระหว่างทาง มีช่างตีมีดกำลังตีมีด ซึ่งทำจากเหล็กแหนบ เค้าว่าที่นี่มีชุมชนตีมีดบ้านฝายมูล แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปเนื่องจากกลัวจะขี่รถไปถึงบ่อเกลือไม่ทันตอนเย็น เลยขอแวะดูเค้าตีมีดเพียงข้างทางนี่แหล่ะ ^^

 

 

 
ตอนที่ดูช่างเค้ากำลังตีมีด ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดที่มิตรท่านหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้้าไว้ว่า ชีวิตคนเราก็คล้ายๆ กัน กว่าจะได้มีดหรือดาบซามูไรที่คมกริบ ต้องผ่านไฟ ผ่านการตีมาไม่รู้กี่ร้อยกี่หมื่นครั้ง ดังนั้นกว่าที่เราจะเข้มแข็งก็ต้องผ่านอุปสรรค สิ่งที่เข้ามาเป็นเพียงสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามผ่านไปอย่างเข้มแข็ง

 

 

 

 

 

 

ในที่สุด พวกเราก็มาถึงวัดหนองบัวซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองบัว  วัดนี้เป็นวัดที่สร้างด้วยฝีมือช่างไทยลื้อ มองจากภายนอกสถาปัตยกรรมของวัดหนองบัว ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงวัดเชียงทองที่หลวงพระบาง ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กัน ภายในวัดหนองบัวมีจิตรกรรมฝาผนังที่เค้าว่ากันว่าเป็นช่างเขียนผู้เดียวกับที่เขียนภาพจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์

 

 

  
  
ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตบอกไว้ว่า "เรื่องราวในจิตรกรรมที่วัดหนองบัว ได้แก่เรื่อง จันทคาธชาดก และเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเรื่องจันทคาธชาดกนี้ เป็นนิยายคติธรรมเก่าแก่อันดับที่ 11 ในหนังสือ ปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า ค่าวธรรม จันทคาชาดก เป็นนิทานธรรมที่สอนให้กุลบุตรและกุลธิดาเอาแบบอย่างจริยธรรมที่ดีงามเช่น การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์สุจริต และความเมตตากรุณาเป็นต้น"

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้าไม่ทราบเหมือนกันว่าเรื่องจันทคาชาดกนี้ มีเรื่องราวเป็นมาเช่นไร แต่ภาพจิตรกรรมที่วัดหนองบัวแห่งนี้สร้างความเพลิดเพลินได้ไม่แพ้จิตรกรรมที่วัดภูมินทร์เลยทีเดียว ลักษณะภาพวาดคล้ายกันมาก มีภาพวาดที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ที่น่าสนใจสำหรับข้าพเจ้าคือผู้หญิงดูมีบทบาทสำคัญ(เท่าที่ข้าพเจ้าสังเกต) หรือจะเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับจันทคาชาดกก็ไม่รู้ แต่มีภาพที่ดูเหมือนผู้หญิงเป็นเพชรมาตด้วย(มั้ง)....น่าเสียดายน่าจะมีไกด์บรรยายภาพความเป็นมาและเรื่องราวของจิตรกรรมอันทรงคุณค่า ณ ที่แ่ห่งนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

To be continue...