จากการนั่งฟังการนำเสนอกรณีศึกษาจากคาบเรียนสัมนาทางกิจกรรมII แล้วทำให้พบว่า บางครั้งกรณีศึกษามีพยาธิสภาพที่เหมือนกัน แต่ลักษณะอาการต่างๆ ย่อมแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ซึ่งในบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดต้องค้นหาปัญหา ความต้องการ และให้การบำบัดฟื้นฟู เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปดำเนินกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ตรงตามบริบท และความสามารถสูงสุดที่สามารถทำได้
กรอบอ้างอิงต่างๆ หรือเทคนิคที่นักกิจกรรมบำบัดเลือกใช้ก็ต้องเหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรายบุคคล และบางครั้งเทคนิคหรือกรอบอ้างอิงที่ใช้สามารถนำไปใช้ฝ่ายอื่นได้ อย่างกรณีศึกษาที่ 1 ได้นำ Constraint-induced movement therapy (CIMT) มาใช้ในฝ่ายเด็ก โดยร่วมกับเทคนิคอื่นๆ
นอกจากนี้ยังได้ทบทวนความรู้บางอย่างที่ได้ถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึก ทั้งEating pattern ทั้ง 4 แบบ , Oral support, และก็ยังได้ความรู้ๆ ใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วยค่ะ
สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่ได้จากการเรียนรู้ในห้องเรียนไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ที่จะนำมาใช้ในวิชาชีพของตน เพียงเท่านั้น แต่ในคาบนี้ยังสอนในเรารู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี สามารถจับใจความ สาระความรู้ที่ได้ รวมถึงพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษของตนเอง ^^