
ศิริราชเป็นเบ้าหลอมที่ไม่เพียงแต่ผลิตแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจวินิจฉัยรักษาโรคต่างๆให้ประชาชน ตลอดถึงให้มีทัศนวิสัยที่กว้างไกล รู้จักค้นคว้าวิจัยหาสมุหฐานและการรักษาโรคต่างๆแล้ว ยังสอนให้รู้จักอดทนอดกลั้น อ่อนน้อม มีความขยันมานะพยายามในการทำงานต่างๆให้สำเร็จลุล่วงตามความมุ่งหมาย ให้ดำรงอยู่ในจริยธรรมจรรยาแพทย์ ตลอดถึงส่งเสริมให้เข้าใจหลักพระพุทธศาสนา ให้มองโลกในมุมกว้างตามหลักวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือ สอนความเป็นมนุษย์ให้แก่ศิษย์ศิริราชด้วย มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในสังคม ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เอื้อเฟื้ออารีต่อกัน แพทย์ที่ดีเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตด้วยพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย 1. ความเมตตา อยากให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข มีการเน้นในเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง 2. ความกรุณา ต้องการช่วยให้พ้นทุกข์ พยายามรักษาผู้ป่วยให้หายจนสุดความสามารถ 3. มุทิตา ยินดีเมื่อผู้ป่วยหายจากโรค 4. อุเบกขา วางใจเป็นกลาง เมื่อได้ช่วยเต็มความสามารถแล้ว แต่ไม่อาจรักษาโรคหรือกู้ชีวิตไว้ได้
แพทย์จึงมีโอกาสทำบุญทำทานอยู่ตลอดเวลา ไม่เฉพาะต่อผู้ป่วย แต่ยังสามารถให้วิทยาทาน ถ่ายทอดความรู้ในประสบการณ์และวิชาชีพให้แก่แพทย์รุ่นน้องและศิษย์ได้ด้วย แพทย์อยู่ใกล้ชิดและเห็นความแปรปรวนของชีวิตอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่า"ไตรลักษณ์" คือ 1. อนิจจัง ชีวิตแปรไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เติบโตและแก่ชรา 2. ทุกขัง เห็นในความทนอยู่หรือทรงสภาพเดิมไว้ไม่ได้ และ 3. อนัตตา ว่าปราศจากอัตตาตัวตนที่แท้จริง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพยายามค้นหามากว่า 100 ปีแล้ว แต่ยังหาอัตตาไม่พบ และ Prof. Damasio, M.D., Head of Neurology, U. of Iowa ยอมรับว่าความเป็นอัตตาเกิดขึ้นเฉพาะขณะที่มีการรับรู้ต่อวัตถุสภาวธรรมเท่านั้น
หากแต่พระพุทธองค์ได้ทรงเห็นลึกซึ้งลงไปกว่านั้นอีกว่า การรับรู้ด้วยอัตตา (biased perception) หรือสัญเจตนา มิได้เกิดขึ้นขณะเดียวกัน แต่เกิดตามหลังการรับรู้ซื่อๆหรือสัญญา (pure or unbiased perception) ซึ่งสามารถสกัดไม่ให้ความเป็นอัตตาเกิดขึ้นได้ด้วยสติ-ความรู้สึกตัว (สัมปชัญญะ) และสามารถฝึกให้เกิดขึ้นได้ด้วยวิปัสสนากรรมฐาน เป็นธรรมทานทานสูงสุดที่พระศาสดาทรงมอบไว้ให้มวลมนุษย์ ชีวิตแพทย์คลุกคลีอยู่กับชีวิต ความเป็นความตายอยู่ตลอดเวลา
หากมองด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างจะเห็นความจริงของชีวิตที่ปรากฎอยู่แล้วตามความเป็นจริงว่า "ในความหนุ่มสาวย่อมมีความชรา ในสุขภาพย่อมมีพยาธิ ในชีวิตย่อมมีความตาย" ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า Apoptosis (programmed cell death) ความมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงจึงเป็นเพียงความสมดุลชั่วขณะระหว่าง cells ที่เกิดและตายไปเท่านั้น ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน"ชราสูตร"เมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว เป็นที่น่าอัศจรรย์ พระองค์จึงทรงตรัสว่า "เมื่อไม่มีการสดับ ย่อมไม่มีจิตภาวนา" ความเป็นแพทย์เปิดโอกาสสูงสุดแล้วสู่ประตูพระนิพพาน เมื่อสดับแล้ว จงอย่าพลาดโอกาสดีนี้เสีย
รูปมาจาก ประวัติของฉัน
ผมได้บันทึกนี้มาจากพี่หมอที่สนิทกัน ส่งอีเมลมาให้เกือบทุกวัน ได้รับบันทึกของ ศ. นพ. คงศักดิ์ ตันไพจิตร เพื่อนของพี่หมอเพราะจบศิริราชด้วยกัน เขียนไว้เพื่อที่จะนำลงใน Siriraj Alumni Award. พี่หมอเลยส่งต่อมาให้อ่าน
เมื่อไม่มีการสดับ ย่อมไม่มีจิตภาวนา เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินพระพุทธพจน์นี้ นำคำขยายความจาก สมเด็จพระสังฆราชครับ
ต่อจากนี้ก็จะได้แสดงถึงธรรมะเป็นเครื่องอบรมจิต อันเรียกว่าจิตตภาวนา แปลว่าการอบรมจิต พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แปลความว่า จิตนี้ปภัสสรคือขาวบริสุทธิ์ ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นเข้าไปเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลส คือเครื่องที่เข้ามาเศร้าหมองที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ก็ไม่รู้จิตนั้นตามเป็นจริง เพราะฉะนั้น เราคือพระตถาคตจึงตรัสว่า จิตตภาวนาไม่มีแก่บุถุชนผู้มิได้สดับ และได้ตรัสต่อไปอีกว่า จิตนี้ปภัสสร คือขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็จิตนั้นแลพ้นแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จากกิเลสเครื่องที่เข้ามาทำให้เศร้าหมองที่จรมา อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้จิตนั้นตามเป็นจริง เพราะฉะนั้นเราคือพระตถาคตกล่าวว่า จิตตภาวนาย่อมมีแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ดั่งนี้
จิตตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้นี้ ก็คือจิตใจที่เราแต่ละคนมีอยู่ด้วยกันนี้เอง และจิตนี้ที่เป็นพื้นเดิมเป็นธรรมชาติผุดผ่อง คือขาวบริสุทธิ์สะอาดผุดผ่อง ที่ท่านพระอาจารย์แสดงไว้ว่า เรียกว่าภวังคะจิต แต่ว่าบุถุชนผู้มิได้สดับ อันหมายถึงว่าทุกๆ คนผู้ที่ยังมีจิตใจหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส เป็นผู้ที่หยั่งลงภายในของกิเลสที่หนาแน่น มิได้สดับธรรมอันหมายความว่า ยังไม่ได้ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรม คือแม้จะได้ฟังแต่ก็ยังไม่เห็นธรรม สักแต่ว่าฟัง สักแต่ว่าจำ
อุปกิเลสคือเครื่องที่เข้ามาทำให้เศร้าหมอง คืออารมณ์และกิเลสต่างๆ จึงได้เข้ามาเป็นอันมากโดยเป็นอารมณ์ คือเรื่องที่จิตคิด เรื่องที่จิตดำริ เรื่องที่จิตหมกมุ่นถึง เป็นเรื่องรูปที่เข้ามาทางตา เป็นเรื่องเสียงที่เข้ามาทางหู เป็นเรื่องกลิ่นที่เข้ามาทางจมูก เป็นเรื่องรสที่เข้ามาทางลิ้น เป็นเรื่องโผฏฐัพพะที่เข้ามาทางกาย เป็นเรื่องของธรรมะคือเรื่องราวที่เข้ามาทางมโนคือใจ
อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีบ้าง เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้ายบ้าง เป็นที่ตั้งแห่งความหลงงมงายบ้าง จึงได้ก่อให้เกิดความยึดถืออารมณ์คือเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด หรือว่ายึดถือบางส่วน เกิดความยินดีในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของความยินดี เกิดความยินร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของความยินร้าย เกิดความหลงงมงายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของความหลงงมงาย ความยินดี ความยินร้าย ความหลงงมงาย หรือจะเรียกว่าราคะความติดใจยินดี หรือโลภะความโลภอยากได้ โทสะความโกรธแค้นขัดเคือง โมหะความหลง ก็ได้ จึงได้ไหลเข้าไปสู่จิต ทำให้จิตที่ขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องนั้นเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์
เรื่องจิตนี้
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร
ตามที่ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ โดยชื่อว่าจิตบ้าง วิญญาณบ้าง เพราะว่าการปฏิบัติอบรมจิตอันเรียกว่าจิตภาวนานั้น พระพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาก็ได้ตรัสสอนไว้ ซึ่งมีคำแปลว่า ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ปภัสสร คือผุดผ่อง จิตนี้นี่แหละเศร้าหมองไป เพราะอุปกิเลสคือเครื่องที่เข้าไป หรือเข้ามา ทำให้จิตเศร้าหมองทั้งหลาย ที่เป็นอาคันตุกะคือที่จรมา บุถุชนผู้มิได้สดับแล้วย่อมไม่รู้จักจิตนั้น
พระองค์ จึงตรัสว่าจิตภาวนา การอบรมจิตย่อมไม่มีแก่บุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว และได้ตรัสไว้อีกว่าภิกษุทั้งหลายจิตนี้ปภัสสร คือผุดผ่อง จิตนั้นนั่นแหละพ้นแล้วได้ จากอุปกิเลสคือเครื่องที่เข้าไปหรือเข้ามาทำให้จิตเศร้าหมองทั้งหลายที่จร เข้ามา
อริยสาวกคือศิษย์ของพระอริยะผู้ประเสริฐผู้เจริญ ได้สดับแล้ว ย่อมรู้จักจิตนั้น พระองค์ตรัสว่าจิตภาวนา การอบรมจิตย่อมมีแก่อริยสาวกผู้สดับแล้ว ดั่งนี้ และได้มีพระพุทธภาษิตตรัสถึงจิตไว้อีกเป็นอันมาก เป็นต้นว่า จิตที่มิได้อบรมแล้ว มิได้รักษาคุ้มครองแล้ว เป็นจิตที่ไม่ควรแก่การงาน ย่อมเป็นไปเพื่อโทษ มิใช่ประโยชน์ใหญ่ ส่วนจิตที่อบรมแล้ว รักษาคุ้มครองแล้ว เป็นจิตที่ควรแก่การงาน ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ดั่งนี้เป็นต้น
"เมื่อไม่มีการสดับ ย่อมไม่มีจิตภาวนา" สาธุ
สาธุ ค่ะ
"ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิตภาวนา" พระพุทธพจน์นี้ ฟังหรืออ่านเผินๆอาจมองข้ามความสำคัญไปได้โดยง่าย
แต่เป็นจุดที่สำคัญอย่างยิ่ง ด้วยหากปราศจากการสดับหรือได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์มาก่อน ย่อมไม่มีการอบรมจิตภาวนาตามมา โดยเฉพาะในวิปัสสนากรรมฐาน
(ซึ่งมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น) เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงในสภาวธรรมทั้งปวงว่าเป็น
"ไตรลักษณ์" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
หากเมื่อใดเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็นอัตตาตัวตน เป็นเรา-ของเรา (ซึ่งค้านต่อสภาพความเป็นจริงที่ปราศจากอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร จึงส่งผลให้เกิดความทะยานอยากเป็นตัณหาเพื่อสนองอัตตาอย่างรุนแรง คือเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย -
อริยสัจข้อที่ 2) จะทำให้เป็นทุกข์ (คือ อริยสัจข้อที่ 1 นั่นเอง) ขึ้นมาทันที
หลายปีก่อน ผมได้หยิบยกประเด็นนี้มานำเสนอประกอบการบรรยายที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
ในหัวเรื่อง "สติ สำคัญไฉน?" (1 กค.2548) และได้เน้นเรื่องนี้ไว้อีกในการบรรยายเรื่อง "วิทยาศาสตร์ทางจิต" ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส สวนรถไฟ เนื่องในงาน100 ปีชาตกาลของหลวงพ่อเทียน (28 พย. 2553) และ ณ รพ.รามาธิบดี (30 พย. 2553)
http://www.youtube.com/playlist?list=PLFA8B0F3DC77C986F&feature=view_all (นาทีที่ 7.33)
ที่กล่าวว่า ไม่เคยสดับนั้น หมายความถึงเรื่องอะไร
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ นั่นคือ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ปฏิจจสมุปบาท
(อริยสัจใหญ่) และมรรค 8 (ทางสายกลาง - อริยสัจข้อที่ 4) นั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน กล่าวคือ พระองค์ทรงค้นพบความจริงสูงสุดหรือที่สุดแห่งธรรมด้วยการตรัสรู้โดยพระองค์เองด้วยปัญญาอันชอบ จิตจึงล่วงพ้นจากทุกข์ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว
ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิใช่เรียนรู้มาจากอาฬารดาบสและอุทกดาบส หรือผู้อื่นผู้ใดทั้งสิ้น และทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงนำสัจธรรมนี้มาสั่งสอนมวลมนุษย์ พร้อมทั้งมอบวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วย "มหาสติปัฏฐาน 4" (ให้ตามดูรู้ทันใน กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยสติ และสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัว ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมว่า ธรรมชาติที่แท้จริงนั้นเป็น"ไตรลักษณ์"ปราศจากอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร)
ใช้เป็นแนวทางเดินในการปฏิบัติ เพื่อการรู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้มาแล้ว
(แต่พระองค์มิใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองเช่นกัน
แต่ไม่อาจสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้) จึงเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเป็นรากฐานให้เกิด
ปริยัติ (สดับฟังและศึกษาในภาคทฤษฎี)
ปฏิบัติ (อบรมจิตภาวนา-วิปัสสนากรรมฐานในภาคปฏิบัติ) ปฏิเวร (ยังผลให้ล่วงพ้นจากทุกข์ - นิโรธ - อริยสัจข้อที่ 3 ได้ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเป็นจริง) รวมเรียกว่า สัทธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมที่แท้จริง
ส่งผลให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ ครบพร้อมด้วยองค์ 3 คือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ซึ่งยังคงสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง
2,600 ปี จวบจนถึงยุคปัจจุบัน ให้มวลมนุษย์ได้มีโอกาสสดับ และปฏิบัติอบรมจิตภาวนาในวิปัสสนากรรมฐาน ให้รู้แจ้งเห็นจริง ชำระจิตให้ผ่องแผ้วด้วยปัญญาญาณ และก้าวล่วงพ้นจากทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
ขอบพระคุณ คุณพี่หมอคงศักดิ์ที่ได้มาขยายความให้แจ้งชัด
ขออนุญาตในการที่นำบทความของคุณพี่หมอ มาลงในบล๊อคนี้ด้วยครับ
เพราะเห็นว่ามีคุณหมอใน G2K กันอยู่หลายคน
เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ
ด้วยความยินดีครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์คงศักดิ์ และคุณบ้านไกล ที่ได้อธิบายให้เข้าใจคำว่า
"ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิตภาวนา" ในเชิงลึกยิ่งขึ้นค่ะ
เห็นด้วยครับกับการที่แพทย์ทุกคนควรมีคุณธรรมอย่างเพียงพอ แต่ผมคิดว่า อาจารย์แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ตระหนักในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก. ในที่สุด คงจะต้องอาศัยคุณหมอคงศักดิ์ช่วยงานต่อไปเช่นเคยนะครับ.
ขออนุโมทนาด้วยครับ.
ป.ล. ถ้ามีโอกาสขอเชิญแฟนคลับของคุณหมอคงศักดิ์แวะไปอ่านเรื่อง "วิธีเข้าถึงนิพพานในชาตินี้" ซึ่งเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวมาก ที่ http://www.thai60.com นะครับ.
จิตประภัสสร ที่ใครๆ ใฝ่ปรารถนา
คุณคนบ้านไกล สบายดีนะคะ
ส่งความคิดถึง จากอันดามันค่ะ