"ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิตภาวนา" พระพุทธพจน์นี้ ฟังหรืออ่านเผินๆอาจมองข้ามความสำคัญไปได้โดยง่าย
แต่เป็นจุดที่สำคัญอย่างยิ่ง ด้วยหากปราศจากการสดับหรือได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์มาก่อน ย่อมไม่มีการอบรมจิตภาวนาตามมา โดยเฉพาะในวิปัสสนากรรมฐาน
(ซึ่งมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น) เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงในสภาวธรรมทั้งปวงว่าเป็น
"ไตรลักษณ์" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
หากเมื่อใดเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็นอัตตาตัวตน เป็นเรา-ของเรา (ซึ่งค้านต่อสภาพความเป็นจริงที่ปราศจากอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร จึงส่งผลให้เกิดความทะยานอยากเป็นตัณหาเพื่อสนองอัตตาอย่างรุนแรง คือเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย -
อริยสัจข้อที่ 2) จะทำให้เป็นทุกข์ (คือ อริยสัจข้อที่ 1 นั่นเอง) ขึ้นมาทันที
หลายปีก่อน ผมได้หยิบยกประเด็นนี้มานำเสนอประกอบการบรรยายที่คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล
ในหัวเรื่อง "สติ สำคัญไฉน?" (1 กค.2548) และได้เน้นเรื่องนี้ไว้อีกในการบรรยายเรื่อง "วิทยาศาสตร์ทางจิต" ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส สวนรถไฟ เนื่องในงาน100 ปีชาตกาลของหลวงพ่อเทียน (28 พย. 2553) และ ณ รพ.รามาธิบดี (30 พย. 2553)
http://www.youtube.com/playlist?list=PLFA8B0F3DC77C986F&feature=view_all (นาทีที่ 7.33)
ที่กล่าวว่า ไม่เคยสดับนั้น หมายความถึงเรื่องอะไร
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ นั่นคือ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ปฏิจจสมุปบาท
(อริยสัจใหญ่) และมรรค 8 (ทางสายกลาง - อริยสัจข้อที่ 4) นั้น เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน กล่าวคือ พระองค์ทรงค้นพบความจริงสูงสุดหรือที่สุดแห่งธรรมด้วยการตรัสรู้โดยพระองค์เองด้วยปัญญาอันชอบ จิตจึงล่วงพ้นจากทุกข์ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว
ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิใช่เรียนรู้มาจากอาฬารดาบสและอุทกดาบส หรือผู้อื่นผู้ใดทั้งสิ้น และทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงนำสัจธรรมนี้มาสั่งสอนมวลมนุษย์ พร้อมทั้งมอบวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วย "มหาสติปัฏฐาน 4" (ให้ตามดูรู้ทันใน กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยสติ และสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัว ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมว่า ธรรมชาติที่แท้จริงนั้นเป็น"ไตรลักษณ์"ปราศจากอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร)
ใช้เป็นแนวทางเดินในการปฏิบัติ เพื่อการรู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้มาแล้ว
(แต่พระองค์มิใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองเช่นกัน
แต่ไม่อาจสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้) จึงเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเป็นรากฐานให้เกิด
ปริยัติ (สดับฟังและศึกษาในภาคทฤษฎี)
ปฏิบัติ (อบรมจิตภาวนา-วิปัสสนากรรมฐานในภาคปฏิบัติ) ปฏิเวร (ยังผลให้ล่วงพ้นจากทุกข์ - นิโรธ - อริยสัจข้อที่ 3 ได้ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเป็นจริง) รวมเรียกว่า สัทธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมที่แท้จริง
ส่งผลให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ ครบพร้อมด้วยองค์ 3 คือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ซึ่งยังคงสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง
2,600 ปี จวบจนถึงยุคปัจจุบัน ให้มวลมนุษย์ได้มีโอกาสสดับ และปฏิบัติอบรมจิตภาวนาในวิปัสสนากรรมฐาน ให้รู้แจ้งเห็นจริง ชำระจิตให้ผ่องแผ้วด้วยปัญญาญาณ และก้าวล่วงพ้นจากทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง