มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน ในช่วงที่ต้องหยุดยาวกันไปเพราะน้ำท่วม กิจกรรมแรกที่ชาวเพลินพัฒนาร่วมกันทำก็คือ การนำประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับแต่ละครอบรัวมาแบ่งปันกัน

 

คุณแม่ของ ด.ญ.แป้งจี่ นักเรียนชั้น ป.๕/๑ และ ด.ญ.ข้าวป้าง นักเรียนชั้น อ.๒/๓ เขียนบันทึกมาเล่าให้ฟังว่า...

 

ครอบครัวเรา นับว่าโชคดีมากเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นๆ อีกจำนวนมากมาย   แม้ว่าหมู่บ้านที่เราอยู่จะมีน้ำท่วม แต่ก็ท่วมเฉพาะบริเวณนอกบ้านโดยไม่ก่อความเสียหายกับทรัพย์สินในบ้าน   ความไม่สะดวกเพียงเล็กน้อยของเรา ก็มีแค่เหตุการณ์ที่เราต้องย้ายครอบครัวไปอยู่นอกบ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพื่อความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น

 

ย่างไรก็ดีเราก็มีประสบการณ์ตรง ที่น่าประทับใจอยากแบ่งปัน

 

นช่วงแรกของสถานการณ์น้ำท่วม ระบบน้ำประปาในฝั่งธนบุรีมีปัญหามาก น้ำมีกลิ่นเหม็นมากเหมือนกลิ่นผักตบชวา และมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อเราลองเอาสารส้มแกว่งจะพบโคลนตกตะกอนเป็นชั้นหนามาก   เราเริ่มตระเวนซื้อน้ำดื่ม  และเริ่มรู้จักการรองน้ำจากตู้กดน้ำ เพื่อนำมาเป็นน้ำใช้ และน้ำดื่มในบ้านเพื่อแก้ปํญหาชั่วคราว   ทุกครั้งเราต้องรอเข้าคิวกดน้ำเป็นเวลานาน   แต่ละคนก็พยายามกดน้ำให้ได้คราวละมากๆ  จนบ่อยครั้งที่น้ำหมดทันทีที่ถึงคิวของเรา  ซึ่งเราก็ต้องรอคอยอย่างอดทนต่อไปเป็นเวลายาวนาน

 

ช้าวันหนึ่ง เราโชคดี  ไม่มีผู้คนรอกดน้ำอย่างเคย คุณแม่เริ่มจากการรองน้ำสามขวด ทั้งที่ใจจริงอยากรองน้ำให้มากกว่านี้เพราะโอกาสที่สามารถหาน้ำได้ในตอนนี้ไม่ง่ายเลย แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าหากเราสามารถแบ่งน้ำเหลือให้ผู้อื่นบ้างน่าจะดีกว่า    เหมือนความรู้สึกเวลาที่เรากำลังเข้าคิว และอยากให้คนอื่นกดน้ำเท่าที่จำเป็นต้องใช้   ตอนออกมาจากตู้กดน้ำสังเกตเห็นคุณลุงคนหนึ่งจอดรถมอเตอร์ไซด์มองดูตู้กดน้ำอย่างตั้งใจ คุณลุงคนนั้นพูดว่า      "ดีจังที่มีน้ำสะอาดให้ใช้ "   คุณแม่ไม่ได้ตอบอะไร     

 

ป็นเวลาพักใหญ่ หลังจากกลับเข้าบ้าน คุณแม่อยากได้น้ำสำรองเพิ่ม จึงนำขวดเปล่าหนึ่งขวดเดินออกมาที่ตู้กดน้ำอีกครั้ง  คุณแม่ยังเห็นคุณลุงคนเดิมจับจ้องอยู่ที่ตู้กดน้ำ ทำท่าเหมือนจะออกรถแล้วเปลี่ยนใจ กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น  คุณแม่จึงบอกกับคุณลุงว่า  "ถ้าลุงอยากได้น้ำก็รองน้ำได้ค่ะตอนนี้ไม่มีคนควรรีบกดก่อนคนจะมากันเยอะนะคะ

 

คุณลุงตอบว่า  "ลุงไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะลุงไม่มีขวดเปล่า"     คุณแม่ตัดสินใจ ยื่นขวดในมือให้คุณลุง   คุณลุงรับอย่างเกรงใจ แล้วพูดต่อว่า   "ลุงไม่มีสตางค์"   คุณแม่ตัดสินใจ ยื่นเงินหนึ่งบาทในมือให้คุณลุง   แล้วเริ่มสอนให้คุณลุงกดน้ำ

 

คุณลุงมือสั่นปิดฝาขวดเมื่อน้ำเต็มขวด    กอดขวดน้ำหนึ่งลิตรนั้นแน่น   กล่าวขอบคุณแล้วบอกว่า  "ลุงขี่รถมาจากบางใหญ่ดีใจที่ได้น้ำติดมือกลับบ้าน"   คุณแม่คาดไม่ถึงว่าน้ำราคาหนึ่งบาทหนึ่งขวดจะทำให้แววตาของผู้รับเปี่ยมสุขได้ขนาดนี้   คุณแม่ถามว่า “คุณลุงพอจะรอได้มั้ย”   เพราะคุณแม่อยากกลับเข้าบ้านไปเอาน้ำมาให้ลุงเพิ่ม  คุณลุงตอบว่า  "ไม่แล้วครับ หนึ่งขวดแค่นี้ลุงพอแล้ว"     ตอนนั้น คุณแม่ได้แต่คิดเสียดายที่น่าจะมีขวดเปล่าติดมือมามากกว่านี้ 

 

มูลค่าของเงินหนึ่งบาท ในคราวนี้มีราคาสูงกว่ามูลค่าของเงินหนึ่งบาทครั้งไหนๆ ที่เคยตีค่ามันมาตลอดชีวิต