19 ตุลาคม2554--- เกือบสองเดือนแล้วที่ฉันย้ายงาน* ชีวิตฉันตื่นเต้นแทบจะทุกวันเลยค่ะ และความเปลี่ยนแปลงในวิถีงานก็แตกต่างอย่างมากจากวิถีงานเดิม

เจอใครๆ ก็ถามว่า “สนุกมั้ยงานใหม่” ฉันตอบไปว่า “สนุกค่ะ” สนุกตรงที่งานตามสายวิชาชีพร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมไม่ทำงานคนเดียวด้วย ที่ทำงานใหม่ของฉันเราทำกันเป็นทีมค่ะฉันไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไปแล้ว



แต่ชีวิตที่ตื่นเต้นทุกวันๆโดยไม่รู้ว่าแต่ละเวลานาทีที่ย่างก้าวเข้าไป จะพบอะไรที่ต้องคิดวิตกจริต ต้องคิดตัดสินใจแบบฟันธง ก็ยังไม่ใช่จะทำให้ฉันมีความสุขตามเป้าที่คาดหวังไว้ เพราะชั่วโมงบินของฉันมีไม่พอ ก็แค่สองเดือนเท่านั้นเองนี่คะ ไม่เหมือนกับวันเวลาและงานแรกเริ่มในช่วงยี่สิบแปดปีผ่านมา ที่แม้ว่าจะทำงานคนเดียวในตำแหน่งหนึ่งเดียวดาย ที่ค่อยเรียนรู้มาพร้อมกับการปรับตัวปรับแผนกลยุทธ์การทำงานของตัวเราคนเดียว ซึ่งแม้ล้มลุกคลุกคลานแต่ก็ "เอาอยู่" จนยืนขาตรงมาได้ในวันนี้

มองย้อนวันเวลาที่ล่วงเลยด้วยความภาคภูมิใจ ประสบการณ์หนาวร้อนเหล่านั้นฉันผ่านด่านมาได้เพราะอะไรบ้าง

หนึ่ง) ฉันมีตัวช่วยที่ดีด้านบุคคลทั้งผู้บริหารที่ให้ความเข้าใจหลักการทำหน้าที่ในวิชาชีพการสื่อสารประชาสัมพันธ์ การโฆษณาและการตลาด และเพื่อนร่วมงานที่แม้จะต่างสายพันธุ์ตำแหน่งหน้าที่ แต่เขาเธอเหล่านั้นเป็นทั้งฝ่ายหนุน ฝ่ายผลักดันให้เราฮึดรุกก้าวไปข้างหน้า ด้วยการหมั่นแสวงหาความรู้เพิ่มเติมนอกตำรา นอกเหนือจากที่มีวิทยากรมาเติมเต็ม.

สอง) การมีสภาพแวดล้อมในงานที่ดีตรงที่ที่ทำงานเดิมของฉันเป็นศูนย์รวมสรรพวิชาการตำรา เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่สร้างผลงานไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการสืบค้นข้อมูลทางบรรณานุกรมสิ่งพิมพ์ ที่คนคลุกคลีมากับมือแสนภูมิใจ การขยับก้าวแรกของเป็นผู้นำในด้านงานสร้างเครือข่ายระหว่างห้องสมุดแห่งใหญ่ๆ ที่ฉันนั้นจำได้อย่างแม่นยำในความทรหดอดทนในตำแหน่งผู้ประสานงาน การหมุนวงล้อคนทำงานในระบบให้รู้ร่วมรู้รอบไปพร้อมๆ กัน ดูแลซึ่งกันทั้งงานด้านวิชาชีพของแต่ละคนและการบริหารจัดการ ฉันช่างโชคดีกระไรที่ได้ฐานรากการทำงานที่แข็งแรงจากที่ทำงานเดิม แล้วอะไรคือแรงจูงใจหรือผลักไสให้ฉันเดินก้าวล่วงล้ำเส้นทางหน้าที่การงานตรงนี้...คำตอบที่ตกผลึกหลังจากคิดทบทวนก็ยังคงเป็นคำตอบเดิมๆที่คิดว่าคิดดีแล้วอยู่ดีนั่นเอง. แล้วฉันคิดอะไรในตอนนั้นนะหรือคะ?

ได้เวลาตื่น ตื่น

กลับมาในเวลาปัจจุบันนะคะ. ความรู้และประสบการณ์ที่ร่ำเรียนเพียรคว้ามานั้นถูกพับเก็บไว้ แม้กระทั่งการถ่ายทอดความคิดผ่านตัวอักษรอย่างที่ฉันกำลังลงมืออยู่นี้ ก็ถูกละเลยอย่างแรง.

ฉันรำพึงถามตัวเองบ่อยขึ้นว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ฉันแอบครวญคิดถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำงานเดิม ที่แม้ไม่ได้ทำเต็มทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือที่ถูกแบ่งไปใช้ทำงานในหน้าที่รองๆ ลงมา หน้าที่ที่ทำไปเพื่อสะสมประสบการณ์ความเขี้ยวบางอย่างที่อาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตได้ แต่ไม่คิดรู้ จนเมื่อถึงช่วงเวลาที่ชีวิตหน้างานเปลี่ยนแปรไป

เหมือนกับการรับบทบาทในตำแหน่งผู้เล่นใหม่ในเกมการทำงานใหม่ๆ ที่ยังตื่นเต้นร้อนหนาวเกือบจะทุกนาที เพราะความที่ยังมือใหม่และความที่เพิ่งจะลงเล่นเป็นตัวจริงในสนามรบการทำงาน สนามที่มีการแข่งขันแอบแฝงอยู่ทุกขณะ ใครจะรู้ใครจะคิดและใครจะเข้าใจหากไม่ลงมาสัมผัสเล่นด้วยตัวเอง

ฉันกังวลมากมายเมื่อยังรู้จักตัวแสดงที่รายล้อมไม่ดีพอ...ฉันลองวิเคราะห์ทบทวนดูแล้วฉันจะทำอะไรอย่างไรต่อไปดี?

ช่างเป็นสองคำถามธรรมดาๆ ที่ เหมือนเส้นผมบังภูเขา ซะจริง!

การบริหารจัดการ งาน. คน. และเวลา. สิ่งไหนสำคัญที่สุด? สำหรับมือใหม่หัดบริหาร ฉันเป็นผู้บริหารระดับต้นๆ ที่ต้องรับภาระงานบริหารด้านต่างๆ ตามมุมมองทั้งด้านการเงิน กระบวนการภายใน การเรียนรู้และ กลุ่มเป้าหมายผู้มารับบริการ.

สิ่งแรกที่คิดได้เวลานี้คือกลับไปทบทวนความรู้เดิมที่ได้รับ....กลับไปรดน้ำพรวนดินเสียใหม่!(ฉันทิ้งเวลาช่วงการเรียนรู้ไปนานมากแล้วใช่ไหมเกิดความกลัวว่าสมองฉันจะก่อสนิมขึ้นในใจแล้วสิคะ)

ฉันเปิดบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ที่บันทึกความรู้แบบไม่ได้จับจดมาทั้งหมด มีบางส่วนของบันทึก จดไว้...

มิติสี่ด้านของเทมเพลตแผนปฏิบัติราชการปรับจากมุมองของแคปแลนและนอร์ตัน
R. : F. ด้านประสิทธิผลตามพันธกิจ เปรียบเหมือนหลังคาบ้าน
S. : C. ด้านคุณภาพการให้บริการ
M. : I. ด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ. เป็นเรื่องกระบวนการที่จะส่งผลลูกค้าพอใจ
C : L. ด้านการพัฒนาองค์การ. เปรียบเหมือนรากฐานบ้าน
สร้างจากล่างไปบนคือ CMSR…

ทำไรต่อไปดีล่ะ?


หมายเหตุทิ้งค้างไว้ *บทบาทการทำงานใหม่จากผู้ปฏิบัติงาน All in 1 สู่บทบาทการเป็นผู้นำการปฏิบัติงานที่พร้อมมีทีมทำงาน We are Team ที่จะก้าวไปพร้อมกันสู่บทบาทการไม่ทำอะไรๆ เองคนเดียวทั้งหมดเหมือนที่เคยทำ

บันทึก ณ 14 ธันวาคม 2554