เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แล้ว (๒๖ - ๒๗ พ.ย.๕๔) ดิฉันมีโอกาสได้เข้าไปเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งในกิจกรรมการสร้างชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ ครั้งที่ ๒ ที่ทางมูลนิธิสดศรีสฤษฎิ์วงศ์ และมูลนิธิสยามกัมมาจลร่วมกันเป็นโต้โผจัดขึ้นที่ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากครั้งที่ ๑ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ - ๑๗ ส.ค.๕๔
ในวงกระบวนกรมีการพูดคุยกันว่าวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งที่ ๒ นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ครูได้มาแลกเปลี่ยนวิธีการออกแบบการเรียนรู้ PBLที่ปฏิบัติอยู่ โดยใช้เรื่องเล่าเร้าพลังเป็นตัวขับเคลื่อน และทำให้เวทีนี้เป็นเวทีฝึกหัด ที่จะเชื้อเชิญให้สมาชิกที่มาเข้าร่วมเห็นคุณค่า ได้ซึมซับบรรยากาศ ได้เรียนรู้วิธีการในการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อสมาชิกได้สัมผัสบรรยากาศนี้แล้วจะติดใจ และกลับไปตั้งวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อที่โรงเรียน
“ลมข้าวเบา...เงาเดือนเพ็ญ”
เช้าวันแรก หลังจากที่ทำกิจกรรมสานสัมพันธ์เครือข่ายกันแล้ว คุณครูต๋อย – พรรณทิพย์พา ทองมี จากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ และดิฉันรับหน้าที่ไปนำเสนอเรื่องเล่าในหัวข้อ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะเด็กไทย คุณครูต๋อยไปเล่าถึงการเรียนรู้แบบโรงเรียนนอกกะลา ที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านโครงงาน ที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่าอยากศึกษาเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ
ดิฉันไปเล่าถึงเทศกาล “ลมข้าวเบา...เงาเดือนเพ็ญ” ซึ่งเป็นเทศกาลของความสุขที่จัดขึ้นปีละ ๓ วัน ตั้งแต่วันขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๑๒ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงวันลอยกระทง ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการนำเอาความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นหลักเพื่อตอบโจทย์ของคุณครูที่ทิ้งค้างไว้กับวงในช่วง AAR ครูเพื่อศิษย์ครั้งก่อนว่า ครูมีงานมาก ทั้งงานสอนและงานของชุมชนที่เป็นงานเทศกาลต่างๆ จึงยากที่จะออกแบบกระบวนการเรียนรู้
ประเด็นชวนคิดที่ดิฉันอยากฝากเอาไว้ก็คือ หากคุณครูสามารถหยิบยกเอาเทศกาลใดเทศกาลหนึ่งซึ่งเป็นรากฐานของชุมชนขึ้นมา แล้วก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชุมชนได้โดยมีโรงเรียนเป็นเจ้าของพื้นที่ในการจัดกิจกรรม มีคุณครูเป็นผู้จัดสรรให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และโอกาสของการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิดที่กำหนดให้ทุกกิจกรรมเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ และให้นักเรียนมีส่วนร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้นั้นด้วยตนเอง คุณครูก็จะเกิดความสามารถประมวลเอาเรื่องราวมากมายที่ต้องเผชิญมาสร้างให้เกิดการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น
เทศกาล“ลมข้าวเบา...เงาเดือนเพ็ญ” มีขึ้นเพื่อการนำเสนอวิถีชีวิตไทย ที่รู้คุณค่าของธรรมชาติ ที่นำความสุขและความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชีวิต
ส่วนของการแสดงจึงเป็นทั้งส่วนที่คุณครูจะนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์กับหลักคิดของงานมานำเสนอให้ได้เรียนรู้ เช่น นำพ่อเพลงแม่เพลงมาร้องเพลงเรือ แล้วกำหนดให้นักเรียนในบางระดับชั้นมาเรียนรู้ตามโจทย์ที่คุณครูตั้งไว้ เช่น วิธีการใช้คำในกลอนเพลง เนื้อหาของเพลง เป็นต้น ในขณะที่นักเรียน คุณครู และผู้ปกครอง ก็มาร่วมฟังในฐานะที่เป็นการละเล่นที่สร้างความบันเทิง
และเป็นเวทีให้นักเรียนมาแสดงผลการเรียนรู้เกิดขึ้นกับตนมานำเสนอให้กับชุมชนได้ร่วมชื่นชมด้วย เช่น การแสดงของชมรมนาฏศิลป์ ดนตรี ที่มีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะและความชำนาญเพียงพอ สอดคล้องกับช่วงเทศกาล
อีกส่วนหนึ่งคือส่วนของการออกร้านจำหน่ายอาหาร ขนม ของเล่น และสิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ นักเรียน ครู และผู้ปกครองสามารถยื่นแสดงความจำนงขอเปิดร้านได้ที่คณะกรรมการจัดงาน โดยมีเงื่อนไขคือ แต่ละร้านต้องมีการให้ความรู้แก่ลูกค้าด้วยป้ายนิเทศ ด้วยการแสดงวิธีทำให้เห็น เพื่อให้คนที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้จากกันและกัน มีการจัดร้านที่สวยงาม และใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เรื่องที่ส่งผลชัดเจนที่สุดในส่วนของการออกร้านคือ ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่มีจิตสำนึกต่อโลก ด้วยการ “สอนน้อย เรียนมาก” หรือสอนแบบไม่สอน แต่สร้างเงื่อนไขให้ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
ในภาพรวมงานเทศกาล “ลมข้าวเบา...เงาเดือนเพ็ญ”นี้ กระตุ้นให้ผู้มาร่วมงานเกิดวิธีคิด และทักษะในการเรียนรู้ที่คนกับคน คนกับธรรมชาติจะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน สร้างสรรค์ และมีความสุข