วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๔
ดิฉันเดินทางด้วยสายการบิน Emirates เที่ยวบิน EK375 กำหนดออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา ๐๙.๓๕ น. ได้ค้นข้อมูลไว้แล้วว่า Check in ที่แถว T ดิฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน ๐๔ น. ดื่มกาแฟ อาบน้ำแต่งตัวและกินอาหารรองท้อง ออกเดินทางจากบ้านพักประมาณ ๐๕ น.กว่าเล็กน้อย กะให้ไปถึงสนามบินประมาณ ๐๖ น. จะได้ไม่ต้องรีบร้อนมาก คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเดินทางไปต่างประเทศคนเดียว จึงต้องเตรียมพร้อมมากกว่าที่เคย
ดิฉันไปถึงสนามบินประมาณ ๐๖ น.ตามแผน เคาน์เตอร์ Check in ยังไม่มีแถวเลย เข้าไป check in ได้ทันทีและมีเวลานั่งกรอกข้อมูลใบขาออก-ขาเข้า ก่อนไปต่อแถวผ่าน ตม. ที่ใช้เวลาพอสมควร เครื่องบินจะออกที่ Gate E8 ก่อนหน้าสายการบิน Emirates เครื่อง TG ไปฮานอยออกที่ Gate นี้ ต้องนั่งรออยู่นานอ่านหนังสือได้หลายเรื่อง
![]() |
ภายในสนามบินสุวรรณภูมิยามเช้า
เครื่องบิน Emirates ขาเข้ามาถึงประมาณ ๐๘.๓๐ น. กว่า Gate จะเปิดให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งรอก็ประมาณ ๐๙ น.แล้ว เวลา Boarding เลื่อนจาก ๐๘.๔๕ น. ไปเป็นเกือบ ๐๙.๓๐ น. เครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าเมื่อเวลาประมาณ ๑๐ น. สังเกตดู flight นี้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารคนไทย
ที่นั่งในเครื่องชั้นประหยัดก็ธรรมดา ไม่กว้าง ที่เก็บของใต้ที่นั่งมีพื้นที่น้อย เข้าใจว่ามีกล่องเก็บอุปกรณ์ save life ดิฉันนั่ง Seat 18 A ริมหน้าต่างที่แดดส่องไปตลอดทาง ถัดไป B และ C เป็นฝรั่งคู่ภรรยา-สามี พอขึ้นเครื่องได้ก็รู้สึกง่วง เพราะอดนอนมา ๒-๓ คืนแล้ว ขอหลับสักหน่อย ฝรั่งที่นั่งด้วยใจดี ช่วยเก็บเมนูอาหารกลางวันไว้ให้ ตื่นมาพอดีแอร์โฮเตสแจก snack เป็นขนมปังกรอบถุงเล็กๆ เค็มทีเดียว
มื้อกลางวันเสริฟประมาณ ๑๑.๓๐ น. Appetiser คือ Smoked duck on a creamy potato salad ดิฉันกินแต่สลัดไม่กินเนื้อเป็ด ฝรั่ง (ภรรยา) ที่นั่งติดกันก็เห็นกินไปคำเดียว กะว่าถ้าฝรั่งกินหมดแสดงว่าคงอร่อยจะลองกินดูบ้าง
![]() |
อาหารกลางวันบนเครื่องบิน
Main course มีให้เลือกคือ ปลากะพงเปรี้ยวหวาน ข้าวผัดไข่ และผัดผัก (Pan-fried red snapper fillet topped with Chinese style three flavoured sauce, accompanied with egg fried rice and stir fried vegetables) อีกอย่างเป็นไก่และพาสตา (Chicken Parmigiance: pan fried chicken breast coasted with parmesan cheese, fresh herbs and tomato salsa, served with sautéed vegetables and linguini pasta) ใครรู้จักดิฉันคงเดาออกว่าดิฉันเลือกปลาแน่นอน อร่อยพอใช้ได้ (คงมาจากครัวไทย) แต่ผัก (ถั่วหวาน และแครอท) น้อยไป
ของหวานเป็น Coconut mousse อร่อยดีมีเนื้อมะพร้าวด้วยนิดหน่อย นอกจากนี้ก็มีขนมปังเย็นๆ ๑ ก้อน บิสกิตและชีส น้ำเปล่า ๑ แก้ว บิสกิตและน้ำดื่มเป็นของไทยแน่นอน มีป้ายภาษาไทย น้ำดื่มผลิตมาจากแถวลาดกะบัง ในเมนูบอกว่า Instant cup noodles available anytime on request
อิ่มแล้วก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปเรื่อยๆ พอเข้าใกล้ดูไบ มองไปข้างล่างเห็นทะเลและเข้าใจว่าเป็นทิวภูเขาสีออกดำๆ ไม่เห็นสีเขียว ดิฉันนั่งในแถวที่ถ่ายรูปไม่ถนัดนัก
![]() |
ทะเล และทะเลทราย
เมื่อใกล้เข้าไปอีกก็เห็นแต่ทะเลทราย บางแห่งสีแบบทราย บางแห่งสีออกส้มๆ กว้างใหญ่สุดสายตา ถึงเมืองแล้วจึงเห็นตึกรามบ้านช่องเป็นระเบียบ มีต้นไม้ให้เห็น
![]() |
ดูไบ มองจากเครื่องบิน
เครื่องบินถึงสนามบินนานาชาติดูไบเมื่อเวลา ๑๖.๐๐ น. เวลาที่เมืองไทย ตรงกับเวลา ๑๓.๐๐ น.ที่ดูไบ ผู้โดยสารต่างรีบพากันไปเข้าแถวเพื่อตรวจคนเข้าเมือง ไม่มีเวลาอ่านป้ายอะไร ดิฉันเห็นหลายคนที่เจ้าหน้าที่ชี้ให้ไปทำอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าอะไร จนถึงคิวตัวเอง พอเจ้าหน้าที่เห็น visa ก็บอกสั้นๆ ว่า eye scan ดิฉันก็ไม่เข้าใจต้องไปถามเจ้าหน้าที่คนอื่นต่อจนรู้เรื่อง
บริเวณที่ทำ eye scan อยู่อีกมุมหนึ่ง คนเข้าแถวต่อคิวกันเยอะเหมือนกัน รออยู่นานพอสมควร พอถึงคิวเข้าไปนั่งแป๊ปเดียว ไม่รู้เขาสแกนตาตอนไหน (เจ้าหน้าที่มัวแต่คุยโทรศัพท์) แล้วก็ประทับตราให้ กลับมาเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง ยังมีคนที่ถูกสั่งให้ไปสแกนตาเดินออกไปอยู่เรื่อยๆ (ดิฉันค้นหาข้อมูลที่มีคนเขียนถึงการมาดูไบก่อนมา ไม่พบว่าต้องมีขั้นตอนนี้ เพียงแต่บอกว่าบางทีต้องมารอวีซ่าตัวจริง) สำหรับคนที่จะมาดูไบต่อไป ถ้าได้วีซ่าเป็น link ให้เราพริ๊นออกมาเอง มาถึงรีบไปสแกนตาก่อนมาเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองนะคะ จะได้ไม่เสียเวลาคอย
แถวที่ดิฉันรอตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาแต่ละคนนานเชียว คิดในใจว่าเลือกแถวผิดหรือเปล่า เจ้าหน้าที่คนนี้อาจจะเข้มงวดก็ได้ พอถึงคิวตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ทักว่า “สบายดีไหม” เป็นภาษาไทย เขาเคยมาเมืองไทย ๒ หน ถามโน่นนี่ไปเรื่อย สรุปใช้เวลากว่าจะผ่านการตรวจคนเข้าเมืองประมาณ ๔๕ นาที
ออกมาเอากระเป๋า รอไม่นานก็ได้ แต่เมื่อจะเดินออกด้านนอกผ่านช่องที่ไม่มีอะไร declare ก็ถูกเรียกให้ไป scan กระเป๋า ไม่รู้ว่าเขาสุ่มเอาหรือเลือกที่กระเป๋าใบใหญ่ ดิฉันจองบริการรับส่งระหว่างสนามบิน-โรงแรมเอาไว้ เป็นกังวลว่าเขาจะรอหรือเปล่าเพราะ late มานานแล้ว เดินดูตามที่มีคนยกป้ายสองรอบ ก็ไม่เจอทั้งชื่อตัวเองและชื่อโรงแรม จึงเข้าไปถาม information จึงรู้ว่าต้องติดต่อตรงนี้
ดิฉันออกจากสนามบินเมื่อเวลา ๑๔.๓๐ น.เขาจัดรถไปส่งเป็นรถเก๋ง BMW ถามคนขับบอกว่าเป็นของบริษัท ออกมานอกสนามบินอากาศร้อนทีเดียว ดิฉันชวนโชเฟอร์คุยเรื่องค่าทิปเพราะไม่ได้หาข้อมูลเรื่องนี้มาก่อน โชเฟอร์หนุ่มๆ ก็เล่าว่าแขก วี ไอ พี ทิปครั้งละเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงโรมแรม Dhow Palace ดิฉันทิปไป ๔๐ เหรียญ UAE (Dirham, ประมาณ ๘.๖ บาท = ๑ เหรียญ)ไม่รู้ว่าน้อยไปหรือเปล่า
ตอน Check in ที่โรงแรม Dhow Palace เขาต้องให้เรารูดบัตรเป็นค่ามัดจำการใช้บริการนอกเหนือจากที่จัดให้เป็นเงิน ๖๐๐ เหรียญ UAE ตอนค้นข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมนี้พบว่ามี WIFI บริการก็ดีใจว่าจะสามารถใช้งานได้ แต่ปรากฏว่าเขาเก็บเงินชั่วโมงละ ๓๐ เหรียญ ถ้า ๒๔ ชั่วโมงคิด ๙๘ เหรียญ แพงทีเดียว
![]() |
ห้องพักที่โรงแรม
สภาพห้องพักอย่างที่เห็น ประมาณด้วยสายตาน่าจะประมาณ ๓-๔ ดาว เมื่อเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ดิฉันออกไปหาของกินไว้มื้อเย็น ยังไม่กล้าเดินไปไกล ใกล้ๆ โรงแรมมี supermarket เล็กๆ ดิฉันซื้อ instant noodle มาลอง ๑ ถ้วย มันฝรั่งทอด แครกเกอร์ ผลไม้เป็นส้มและองุ่น องุ่นที่นี่หวานกรอบมาก แต่ส้มเก่าไม่อร่อย ที่นี่มีมะรุม สระแหน่ บวบงู เผือก ขายด้วย โดยเฉพาะบวบงูลูกใหญ่มาก
ก่อนกลับเข้าห้องพักแวะถามที่เคาน์เตอร์โรงแรมว่าถ้าใช้คอมพิวเตอร์ทำงานคิดค่าไฟฟ้าหรือเปล่า เพื่อให้แน่ใจ คงถามไม่ดีพนักงานคิดว่าจะขอใช้คอมพิวเตอร์ สรุปว่าไม่คิดเงินเพิ่ม จึงรีบพิมพ์บันทึกให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อจะได้ไม่ใช้เวลาอินเทอร์เน็ตเกิน
วัลลา ตันตโยทัย





ภาพทะเลและทะเลทราย ได้อารมณ์มากๆ ขอบพระคุณค่ะอาจารย์
ตาม อาจารย์ มาดูไบ อ่านแล้วสบายใจ เหมือนได้ไปดูไบกับอาจารย์