"รู้จักตัวเองคำนี้หมาย ว่าค้นพบแก้วได้ในตัวท่าน
หานอกตัวทำไมให้ป่วยการ ดอกบัวบานอยู่ในเราอย่าเขลาไป"
ในการวิจัยเพื่อพัฒนาตนเอง ฉันเฝ้ามองตนเอง สังเกตตนเอง ทั้งกายทั้งใจ การเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลง ฉันได้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่สามารถยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตนของตนเอง. ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ มันไม่ได้เป็นแค่ความจำที่ได้มาจากการท่อง การอ่าน แต่มันเป็น "ความรู้" ที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง มันทำให้ฉันได้ประจักษ์ในคำสอนของพระศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นบรมครู เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ฉันเลือกจะดำเนินตามคำสอนท่านและยึดเป็นแบบอย่าง.
การปฏิบัติทำให้ฉันได้รู้ว่า "ทางโลก" กับ "ทางธรรม" มันไม่ได้แยกจากกัน แต่มันก็ไม่ได้เป็นจุดเดียวกัน การอยู่ในโลกเราต้องมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง แต่ในทางธรรมนั้น ไม่มีเกลือกกลั้้วกับเรื่องโลกๆ....
แต่เมื่อฉันยังต้องอยู่กับโลก ก็ต้องทำหน้าที่แบบโลกๆ นี้ไป....นั่นคือ การทำหน้าที่ หน้าที่ใดที่รับมาแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มกำลังความสามารถด้วยความพอเพียง และเพียงพอ มันจะพอดีเสมอ เต็มอยู่เสมอ หากเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิต เราก็จะรู้ว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง.
ปัจจุบันนี้ ฉันเริ่มเห็นทุกข์ในร่างกายมากขึ้น การกินข้าวแต่ละคำ ก็เหมือนกับการทำหน้าที่ มันก็เห็นทุกข์นะ ทุกข์ของการเคี้ยวข้าวแต่ละคำ... เห็นทุกข์ของร่างกายที่มันไม่เที่ยงควบคุมไม่ได้ เห็นทุกข์ของความคิด ฯลฯ. ฉันจึงสรุปได้ว่า "ขันธ์ 5 เป็นทุกข์" มันเป็นแบบนี้จริงๆ.
แต่การที่ฉันเห็นทุกข์ ไม่ใช่ว่าฉันต้องทุกข์ไปด้วยนี่นา ก็ "ปัญญา" นี่ล่ะ เป็นเครื่องที่บอกให้ฉันได้รู้ว่า ทุกข์ที่รู้และเห็นนั้น มันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง. หน้าที่ขอบเรานั้นคือ การรู้ตามเป็นจริง...
ฉ้นเริ่มเห็นทุกข์ในตน และรู้ว่ามันเกิดจาก "ความอยาก" เมื่อฉันละความอยากได้ ทกุข์ก็เบาบางลง และหายไปในทึ่สุด..
ที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้ว่า "เมื่อฉันลดความคาดหวังลง และยังคงมีความตั้งใจและเพียรพยายามเช่นเดิม... ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฉันสามารถทำงานนั้นได้ดี และสำเร็จ....ฉันค้นพบสิ่งนี้ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนกว่ามาค้นพบสิ่งนี้...
"จิตของความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" มันเป็นจิตที่สว่างสไว มีปัญญา แม้อยู่ท่ามกลางทุกข์ ก็สามารถอยู่เหนือทุกข์ได้. (อันนี้ฉันปฏิบัติได้เพียงระดับที่แค่รู้..ยังไม่ถึงขั้นที่อยู่เหนือทุกข์ ยังคงต้องเรียนรู้ต่อไป)
เมื่อนึกถึงวัฏสงสาร อันยาวไกลนี้ หากฉันระลึกชาติได้ ฉันคงเบื่อหน่ายการเกิดได้แล้วกระมัง การเที่ยวเล่นไปของ "จิต" ที่มีกิเลส อวิชาครอบงำอยู่. มันก็คงจะเที่ยวเล่นไปไม่เคยเบื่อหน่ายในสังสารวัฏที่เป็นทุกข์นี้ แม้ทุกข์ก็ยังเข้าใจว่าสุข ยังอยากรู้อยากเห็นร่ำไป.
รู้ก็ได้แค่รู้ เมื่อชีวิตยังต้องอยู่กับการทำงาน ประกอบอาชีพ เกิดมาแล้วทั้งที ก็ต้องทำดีไว้ให้แก่โลกบ้าง ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น....เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
*********************
รู้จักตัวเอง.
ในการวิจัยเพื่อพัฒนาตนเอง ฉันเฝ้ามองตนเอง สังเกตตนเอง ทั้งกายทั้งใจ การเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลง ฉันได้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่สามารถยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตนของตนเอง. ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ มันไม่ได้เป็นแค่ความจำที่ได้มาจากการท่อง การอ่าน แต่มันเป็น "ความรู้" ที่เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง มัน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กิติยา เตชะวรรณวุฒิ · 29 พ.ย. 2554
วัลลา ตันตโยทัย · 29 พ.ย. 2554
ศุภลักษณ์ วิรัชพินทุ · 29 พ.ย. 2554
ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร · 29 พ.ย. 2554
พระครูอุดมธรรมานุกิจ · 29 พ.ย. 2554