๑ 

ผมได้กลับบ้านที่หนองบัว นครสวรรค์ ไปไหว้แม่ หาญาติพี่น้อง พร้อมกับซื้อโคมลอยดวงประทีปไปฝากหลาน ๖ ลูก ในช่วงเทศกาลเขาจะซื้อขายกันลูกเล็กลูกละ ๓๐-๔๐ บาท และลูกใหญ่ ๗๐-๘๐ บาท แต่ผมซื้อในช่วงนอกเทศกาลอย่างนี้ ขนาดเล็ก ๕ ลูก ๗๕ บาท คิดเป็นราคาลูกละ ๑๕ บาท น้อยกว่ากันเกือบครึ่งหนึ่งถึง ๑ ใน ๓ การใช้จิตใจและความรู้สึกในห้วงเวลาที่ต่างกัน มีราคาและความหมายทางเศรษฐกิจสังคมต่างกัน ไม่เว้นแม้มิติอื่นและต่อเรื่องอื่นๆของสังคม

เหตุนั้น การคิดและทำด้วยใจอย่างแยบคายในระดับต่างๆ จึงนับว่าเป็นหนทางหนึ่งของการสร้างสังคม และมีบทบาทต่อการสร้างความเป็นจริงของการปฏิบัติในวิถีทางต่างๆ ให้มีคุณค่าและความหมายที่ลึกซึ้ง สร้างคุณภาพที่แตกต่างให้เกิดขึ้นได้ภายใต้ปริมาณเดียวกัน

๒.
ในวิถีวัฒนธรรมของคนล้านนานั้น

การจุดเทียนเล่นไฟ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลซึ่งมีอยู่อย่างหลากหลาย
โคมลอย’ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กผู้ใหญ่จะนำมาเล่นและใช้ในกิจกรรมต่างๆ
อย่างเป็นปรกติ

๓.
สังคมล้านนา
มีความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรมมาก

โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางจิตใจ
สะท้อนลงสู่การประดิษฐ์และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในวิถีชีวิต
รวมไปจนถึงลักษณะการสร้างบ้านเรือนและชุมชน

๔.
ดังเช่นในเพ็ญเดือนสิบสอง

ชาวบ้านล้านนายังคงมีธรรมเนียมจุดเทียนเล่นไฟ
งดงามรานตาไปตามสองข้างทาง
ร่วมเป็นสีสันและสร้างความมีชีวิตของสังคมในค่ำคืนอันมีความหมาย
คนสัญจรได้อาศัยแสงสว่างเดินทางในความมืดและเกิดความรื่นรมย์ใจ
สร้างความสงบสุขบนความเป็นส่วนรวม
ของกันและกัน

๕.
วัสดุ
ทำด้วยดินเผา กระดาษ ด้าย ไม้ไผ่ เทียนขี้ผึ้ง

สามารถรวบรวมใช้เป็นวัตถุดิบทำสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของเครื่องใช้
ง่ายต่อการย่อยสลายคืนสู่ดิน
บางส่วนทำเองด้วยมือ บางส่วนเป็นของพื้นบ้าน
บางส่วนเป็นสินค้าซื้อขายกันอยู่ในท้องถิ่น
ตราบที่คุณค่าทางจิตใจของผู้คนยังคงมีความหมาย
โคมลอยไฟทุกลูกที่ลอยสู่ฟ้า
จึงหมายถึงข้าว สุขภาพ การศึกษา ชีวิต และลมหายใจ
ของหลายกลุ่มคนในสังคม ที่กำลังขับเคลื่อนดำเนินไปด้วย
ความสุกสว่างพราวพรายของโคมลอยและดวงไฟลอยฟ้า
จึงเสมือนบ่งบอกสุขภาวะ ความมีชีวิต และความแข็งแรง
ของหลายระบบสังคมด้วยเหมือนกัน

๖.
เห็นทั้งองค์ประกอบด้านประโยชน์ใช้สอย การใส่ใจต่อส่วนรวม

ความสมดุลยืดหยุ่นไปกับกฏเกณฑ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การบำรุงส่งเสริมสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ
ผสมกลมกลืนไปด้วยกันอย่างลงตัว
บันทึกรหัสนัยจากภูมิปัญญาความประดิษฐ์สร้างสรรค์
เศรษฐกิจสังคม และเหตุผลจากมรรควิถีแห่งชีวิต
เป็นภาษาจากการดำเนินชีวิต

๗.
บ้านเกิดของผม ที่หนองบัว นครสวรรค์นั้น

มีบ้านทำเตาอิฐอยู่ ๑ แห่ง ข้างทางแยกวัดโคกมะกอก
ทำอิฐสำหรับสร้างบ้านอยู่ ๓ เตา จึงได้ชื่อว่า ‘บ้านเตาอิฐ
แต่การทำสิ่งของเครื่องใช้จากดินเผา, ถ้วยดินเผาสำหรับใส่ขี้ผึ้ง,
การทำกระดาษ, การทำด้าย
ล้วนไม่อยู่ในวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้านทั่วไป
การทำโคมลอยและการจุดเทียนเล่นไฟ
จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

๘.
การทำโคมลอยที่หนองบัว นครสวรรค์
เป็นสิ่งที่ต้องทำในโอกาสพิเศษ มีความหมายสำคัญ ยิ่งใหญ่

จึงต้องใช้กระดาษแก้วหลากสี ยางมะตูมและการกวนแป้งเปียก
เพื่อติดกระดาษต่อกันเป็นบอลลูนไฟขนาดใหญ่ ใหญ่ขนาดห่อรถเก๋งได้
ต้องใช้เตาโหมไฟฟืน เพื่อให้เกิดควันและลมร้อน
บรรจุในโคมลอยกระทั่งสามารถลอยสู่ฟ้าไกล

ระดมทรัพยากร กำลังชาวบ้าน ให้ช่วยกันทำทั้งหมู่บ้าน
ปรึกษาหารือ วางแผน วิเคราะห์ แก้ปัญหา สนุกสนาน
มีการลงคาถา เขียนเลขยันต์ ผู้นำกิจกรรมมีความทรงภูมิ
กอปรด้วยภูมิปัญญาและวิถีชีวิต
ของสังคมรวมหมู่

๙.
 เทศน์มหาชาติ เทศน์คาถาพัน การทำบุญข้าวพันก้อน และการทอดกฐิน 
เหล่านี้เท่านั้น ที่จะมีการบูชาด้วยโคมลอยในคติชาวบ้าน
โดยมากก็จะอยู่ในวาระเทศกาลเดียวกันในช่วงออกพรรษา
การทำโคมลอย
จึงเป็นวิถีปัญญาเพื่ออุทิศกายใจต่อสิ่งสูงส่ง  
สร้างสรรค์ความเป็นส่วนรวม มีความศักดิ์สิทธิ์
ทำเพื่อความดีงาม และจรรโลงคุณค่าทางจิตใจ
ของปัจเจกและชุมชน

๑๐.

โคมลอยเป็นวิธีคิดการลอยประทีปสู่ฟากฟ้า บูชาท้าวสักกะ มหาพรหม พระจุฬามณี เพื่อให้อานิสงส์แห่งงานบุญอันยิ่งใหญ่ ได้เป็นที่รับรู้ และได้ร่วมกันอนุโมทนาสาธุการ ทั่วทั้งสรวงสวรรค์และทุกภพภูมิในแดนไตร

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านและกลุ่มผู้มีศรัทธาปสาทะ ก็จะติดจดหมายและเงินทำบุญลอยไปกับโคมลอย ในจดหมายจะบันทึกบอกกล่าวบอกกาลพรรษาและเทศกาลของการปล่อยโคมลอย แหล่งที่ตั้งของวัด ชุมชน หมู่คณะและกลุ่มศรัทธา ของผู้ทำพุทธบูชาด้วยโคมลอยและดวงประทีป

ชุมชนที่เก็บโคมลอยได้ จะมีธรรมเนียมในการติดต่อกลับ ถือเอาขอบเขตการลอยถึงกันของโคมลอยเป็นเครื่องนับญาติและสร้างความเป็นบ้านพี่เมืองน้องต่อกัน อีกทั้งให้ลำดับความสำคัญแก่ชุมชนที่เก็บโคมลอยได้ ในอันที่จะได้เป็นเจ้าภาพทอดกฐินในปีต่อไป จึงนับว่าเป็นภูมิปัญญาการสื่อสารเพื่อสร้างเครือข่ายสังคมและสร้างสังคมสุขภาวะ ที่สอดคล้องกลมกลืน และพอเพียงไปตามกำลังวิทยาการและเทคโนโลยีของชาวบ้าน

ชาวบ้านของสังคมล้านนานั้น โคมลอยเป็นสิ่งที่ทำกันอย่างแพร่หลาย เด็กๆก็สามารถปล่อยโคมลอยกันได้อย่างเป็นของเด็กเล่น แต่ความนัยแห่งการบูชายังคงแยบคายสูงส่งเหมือนกัน ดังนั้น วัฒนธรรมทางจิตใจ ความมีจิตใหญ่ และความสำนึกต่อศักยภาพตนเองในการเข้าถึงสิ่งสูงส่งในระนาบเดียวกันนี้ คนส่วนใหญ่จึงย่อมถือเป็นความธรรมดา ทั่วถึง เสมอภาค ได้มากกว่าคนถิ่นอื่น

๑๑.
วิถีสังคมวัฒนธรรม
บนความดั้งเดิมของถิ่นฐานต่างๆในอีกความหมายหนึ่ง

จึงบ่งบอกภูมิปัญญาและความมีปรีชาญาณของชุมชนบนถิ่นฐานต่างๆ
ในการเข้าถึงเหตุผลพื้นฐานของธรรมชาติ กับการสร้างความพอดีในจุดหมายที่ต้องการของมนุษย์
ความแตกต่างหลากหลาย จึงสามารถสร้างทรรศนะต่อโลกที่กว้างขวาง
และวิถีเข้าสู่ความจริงที่ครอบคลุมรายละเอียดของผู้คนและสังคม
ได้ดีกว่าการมีชุดความจริงและคำตอบที่ลดทอนเบ็ดเสร็จ
ชุดเดียว

๑๒.
วิถีสังคมและผู้คน
มีความแตกต่างกัน

เพราะต่างสามารถให้คุณค่าและความหมาย
ต่อปัจจัยการอยู่อาศัยกับถิ่นฐาน

และวิธีเข้าถึงความเป็นจริงของตนเองกับธรรมชาติ
แตกต่างกัน

๑๓.
การเข้าถึงธรรมชาติของถิ่นฐาน
พลังแห่งปัญญา เสรีภาพและอิสรภาพความสร้างสรรค์ของมนุษย์

จึงเป็นต้นธารอย่างหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางจิตใจ
เพื่อเชื่อมโยงและจัดความสัมพันธ์
ระหว่างโลกด้านในของมนุษย์ กับธรรมชาติ ผู้คน และสิ่งทั้งมวลในโลกด้านนอก

ที่ลงตัว พอดี พอเพียง มีชีวิตและพลวัตรเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา
ก่อเกิดแรงเคลื่อนไหวสังคมสุขภาวะที่พึงประสงค์ บนเงื่อนไขและวิถีทาง
ที่แตกต่างกัน

๑๔.
การลอยโคมและดวงประทีป
รวมไปจนถึงดวงจันทร์และดวงตะวัน

จึงเป็นเสมือนภาวะอุดมคติอันสูงสุดในระนาบและขอบเขตต่างๆของมนุษย์ ของกลุ่มอารยธรรม
ของกลุ่มสังคม ของกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ของศาสนาและความเชื่อ ของปัจเจก ของหน่วยและองค์กรทางสังคม
ของชายหนุ่มและหญิงสาว ของผู้มีจิตวิญญาณคลั่งไคล้การสงคราม
ของกวีผู้มุ่งเชื่อมโยงกับอิสรภาพทางจินตนาการสูงสุด
และอีกมากมายเกินจำกัด

๑๕.
การลอยโคม
เป็นวิธีคิดและวิถีปฏิบัติทางภูมิปัญญาต่อการเรียนรู้ตนเองของมนุษย์ด้วย

โดยเราอาจลอยโคมแบบการบูชายัญ กราบไหว้ วิงวอน ร้องขอ อธิษฐานจิต ขอให้ได้สิ่งต่างๆที่ดีแก่ตนเอง
ขอหวย ขอโชคลาง ขอความร่ำรวยมั่งคั่ง ขอความสำเร็จในชีวิตการงาน
ขอให้น้ำหยุดท่วม ขอให้ฝนตก ขอความอุดมสมบูรณ์ให้บังเกิด ขอความสุขสงบ ความศานติ....
ราวกับหมายจะขอทุกอย่าง ที่ให้ดลบันดาลได้อย่างง่ายๆ
โดยลงทุนปฏิบัติน้อยที่สุด

  ๑๖ 

เรามักสอนลูกหลานให้เป็นผู้ขอด้วยสำนึกและจิตวิญญาณเช่นนี้ด้วย ซึ่งในอดีตนั้น ก็นับว่าเป็นสิ่งดี งดงาม เป็นแนวอบรมสั่งสอนให้ยุวชนมีความว่านอนสอนง่าย รู้นอบน้อมต่อธรรมชาติและสิ่งน่ากลัว ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ เพื่อให้การอยู่ด้วยกัน เป็นหน่วยชีวิตที่มีความแข็งแรงเหมือนเป็นชีวิตเดียวกัน มีเหตุผลตามบริบทจำเพาะ

แต่เมื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป โลกมีความซับซ้อน ต้องอยู่อย่างปฏิสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น วิถีปฏิบัติแต่ก่อนเก่าอย่างนั้น ก็จะกลายเป็นการกล่อมเกลาชีวิตด้านในให้ลูกหลานเป็นปัจเจกผู้อ่อนแอ ขึ้นต่อกระแสสังคม โลกภายนอก ปัจจัยทางวัตถุภายนอก ละทิ้งวิถีเรียนรู้เพื่อพึ่งพลังศักยภาพและความมีอิสรภาพจากด้านในของมนุษย์ 

การกำหนดใจในการขอ การอ้อนวอน วิงวอน การบูชายัญ จึงเป็นวิถีปฏิบัติของใจ ที่ต้องกำหนดรู้ด้วยปัญญา มีองค์ประกอบการเรียนรู้ทางสังคม สามารถเรียนรู้วิธีอธิษฐานจิต ‘ขอ’ เหมือนกัน .....แต่กำหนดใจให้เป็นการขอเพื่อผู้อื่น เราจะทำให้เป็นความศรัทธาอย่างงมงายและสร้างความอ่อนแอของมนุษย์ หรือสร้างพลังความศรัทธา ที่กอปรด้วยปัญญาและพึ่งวิถีปฏิบัติของตนเองอย่างเข้มแข็ง ก็อยู่ที่วิธีคิด

การปล่อยโคมลอย แม้นเป็นกิจกรรมเล็กๆ จึงก็เป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างให้เป็นประสบการณ์ทางสังคม และนำทางผู้คนเข้าถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ที่สูงส่งและลึกซึ้งได้ คุณค่าและความหมาย หาได้ขึ้นต่อขนาดและปริมาณของประสบการณ์

  ๑๗ 

ผมและภรรยาค่อยขับรถออกจากสันป่าตองก่อนเพล กินข้าวมื้อเย็นเคล้าแสงแดดอ่อนก่อนพลบค่ำที่สากเหล็ก เมืองพิจิตร ถึงบ้านยังไม่ถึงสองทุ่ม ผมชวนหลานชายวัย ๑๐ กว่าขวบต้นๆออกไปจุดโคมและลอยไฟกลางลานโล่งหน้าบ้าน แม่ ภรรยา และน้องสาวผู้เป็นแม่ของหลาน ออกไปสมทบ ค่ำคืนที่บ้านหนองบัวมืดสนิท ท้องฟ้าแจ่มใส เห็นดวงดาวเกลื่อนกล่นเต็มท้องฟ้า

ผมสาธิตวิธีผูกเชื้อไฟซึ่งทำจากกระดาษชุบขี้ผึ้งเข้ากับเส้นลวดขึงปากโคมเป็นกากบาท จุดไฟและถือโคม ให้ควันและความร้อนลอยเข้าไปอัดในโคมกระดาษสีขาวนวล ปล่อยโคมเล็กไปหนึ่งลูก ลอยสู่ฟ้าไปอย่างง่ายดาย ถือเป็นการทดสอบกันไปในตัว จากนั้นจึงจุดและปล่อยโคมลูกใหญ่

เมื่อโคมและดวงไฟลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลานดูสนุกและบอกว่าไม่เคยเห็น พร้อมกับกล่าวว่า เก็บเอาไว้ปล่อยในวันลอยกระทงหรือวันมีงานสำคัญๆดีกว่า เพราะมันน่ากลัว กลัวมันหล่นใส่บ้านคน ผมพลอยได้ชมความงามของวิธีคิดที่ราวกับเป็นโคมลอยผุดขึ้นในจักรวาลความคิดของหลาน ซึ่งมีความหมายของการขออีกอย่างหนึ่ง 


...เป็นการขอเสียสละความสนุกสนานส่วนตน  
เพื่ออุทิศให้เป็นความปลอดภัยและความสงบสุขร่วมกัน
ของผู้คนในยามค่ำคืน
 หลานได้จิตวิญญาณการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ
ออกมาจากจิตใจในการขอครั้งนี้
ของตนเอง
.