บทความนี้หากอ่านระหว่างบรรทัดให้ดี จะเห็นความเชื่อในคุณค่าของวิทยาศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมอเมริกัน

วงการวิชาการอเมริกันเผชิญภาวะเงินฝืดเคือง

วารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๑ พ.ย. ๕๔ ลงบทความในคอลัมน์ News Focus เรื่อง Fewer Dollars, Forced Choices  บอกว่าวงการวิทยาศาสตร์สหรัฐอยู่ในภาวะที่จะต้อง “Doing more with less” อย่างไม่มีทางเลี่ยง    เพราะรัฐบาลกลางมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย   ต้องตัดรายจ่ายลง    เงินสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ต้องถูกตัดด้วย อย่างไม่มีทางเลี่ยง

ผมขอแนะนำให้ผู้บริหารนโยบายวิทยาศาสตร์ และนโยบายวิจัยของประเทศไทยอ่านบทความนี้

แทนที่ งปม. สนับสนุนวิทยาศาสตร์จะเพิ่มขึ้นอย่างที่คุ้นเคย   งปม. ปี 2012 ต้องลดลง    ชื่อเรื่องบอกชัดแล้วว่า วิธีแก้ปัญหาของเขา (อย่างชาญฉลาด) คือต้องจัดลำดับความสำคัญของเรื่อง และเลือกสนับสนุนเรื่องที่สำคัญมากกว่า   ไม่ใช่ลดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากันหมดอย่างที่มักจะทำกันในประเทศไทย  

บทความนี้เล่าถึงวุฒิสมาชิก บาบาร่า มิคุลสกี้ ที่ในช่วงเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุนให้งบประมาณด้านการค้นคว้าวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น   แต่ปีนี้กลับต้องมาทำหน้าที่ตัดงบทั้งหมดของ โปรแกรมทางวิทยาศาสตร์ถึง ๓๐ โปรแกรม   คือไม่ใช่แค่ตัดเงิน เขาพิจารณาลึกลงไปถึงระดับโปรแกรม ว่าอันไหนมีลำดับความสำคัญต่ำกว่า ก็จะถูกตัดก่อน   ซึ่งวุฒิสมาชิกที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำการบ้านหาหลักฐาน มากมาย   และต้องสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่าตนมีวิธีคิด (ตัดโครงการ) อย่างไร   โดยเขามีคณะกรรมการเรียกว่า Joint Select Committee on Deficit Reduction ทำหน้าที่เสนอต่อสภาคองเกรส 

ในยามยากเช่นนี้ เขาต้องถกเถียงกันอย่างจริงจัง ว่าแม้จะตัดงบประมาณ แต่เป้าหมายสำคัญของประเทศ ต้องคงอยู่ ได้แก่ ความเข้มแข็งทางทหาร การลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เปลี่ยนแปลงวิธีจัดเก็บภาษี และประเด็น ใหญ่ อื่นๆ 

เขาบอกว่า การวิจัย (วิทยาศาสตร์) ไม่เคยได้รับความสำคัญในการเจรจาโต้เถียงในระดับ “ประเด็นใหญ่”       แต่สภาพ “โลว์ โปรไฟล์” กลับมีผลดีต่อวงการวิทยาศาสตร์      

เพราะว่าทั้งสองพรรคใหญ่ต่างก็เห็นพ้องกันเรียบร้อยแล้ว ว่าจะต้องสนับสนุนความต่อเนื่องของ การวิจัย   ดังตัวอย่าง ตกลงกันให้ ปธน. โอบาม่า กำหนดให้ งปม. ของ NSF, NIST, และ DOE เพิ่มเป็น ๒ เท่าใน ๑๐ ปี โดยไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันในที่ประชุมต่างๆ ของสภาคองเกรส 

กลไกเช่นนี้แหละที่ได้ช่วยให้อดีตวุฒิสมาชิก อาร์เลน สเป็คเตอร์ แห่งรัฐเพนซิลวาเนีย สอดงบ ๗ พันล้านเหรียญของ NIH เข้าในงบกระตุ้นเศรษฐกิจในปี ค.ศ. ๒๐๐๙   และช่วยให้เกิด COMPETES Act ที่ทำหน้าที่ให้ความมั่นคงระยะยาวของการวิจัยของประเทศ    โดยที่เขามีเป้าหมายร่วมกันว่า งบวิจัยเหล่านี้มีไว้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและอยู่รอดระยะยาวของประเทศ รวมทั้งเพื่อสร้างงาน

อ่านบทความนี้แล้ว ผมตีความว่า ยุคข้าวยากหมากแพงสำหรับวงการวิทยาศาสตร์/วิจัย ของอเมริกัน คือยุคทองของการฝึกฝนทางปัญญา (intellectual exercise)nในการใช้ทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์ สูงสุด และเกิดสมดุล      

เขาฟังความเห็นจากสุดขั้วความคิดที่ต่างกัน    คือความเห็นของนักวิเคราะห์นโยบาย (Cannon, Cato Institute) กับของนักล็อบบี้ (Porter, Reaesrch!America)

ไม่ว่าจะเถียงกันอย่างไร งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็อยู่ระหว่างร้อยละ ๑๑.๕ - ๑๓.๐ ของงบประมาณของรัฐบาลกลาง    และสภาคองเกรสไม่เคยต้องโหวตอนุมัติงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์    แต่โหวตกันในเรื่องเล็กกว่า คือด้านงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน   ยิ่งได้ทราบว่าในงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี ๒๐๐๙ วงการวิทยาศาสตร์ก็ได้รับเงินร้อยละ ๑๑ ของงบนี้ด้วย    ยิ่งได้ข้อสรุปว่า เป็นข้อยุติหรือความเชื่อร่วมกัน ว่า ไม่ว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นอย่างไร วิทยาศาสตร์คือพลังของประเทศเสมอ    นี่คือสิ่งที่เขาไม่ต้องเถียงกัน

บทความนี้หากอ่านระหว่างบรรทัดให้ดี จะเห็นความเชื่อในคุณค่าของวิทยาศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมอเมริกัน  

ซึ่งสังคมไทยไม่มี

วิจารณ์ พานิช

๒๔ พ.ย.​๕๔