คนเรานั้นว่าโดยธรรมชาติแล้วถือว่าคนเป็นสัตว์สังคม
ในสังคมมนุษย์มีการปฏิบัติตนตามวิถีทางความเชื่อของแต่ละกลุ่มชน ความเชื่อเหล่านั้นก่อเกิดเป็นองค์กรทางศาสนาที่สำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตทุกคนในสังคมนั้น ๆ ศาสนาเป็นองค์กรที่ทวนกระแสกิเลสคนเราที่มักชอบไหลไปตามกระแสของความอยากได้ อยากมีและอยากเป็น
ศาสนาจึงเป็นองค์กรหรือสถาบันที่สำคัญยิ่งของสังคมเพื่อนำกระแสแห่งธรรมมาสั่งสอนอบรมให้ผู้คนมีจิตใจที่ถูกต้องดีงามทำให้สังคมน่าอยู่ เพราะผู้คนปกครองตนเองอยู่ในศีลธรรมจรรยา ก่อเกิดภูมิปัญญาพัฒนาตนไปสู่จุดหมายคือสันติสุข และศาสนาเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมในสังคมทั้งมีคติธรรม เนติธรรม วัตถุธรรมและสหธรรม อันเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี
เมื่อสังคมมีศาสนาอยู่เป็นคู่เคียง ศาสนาก็ทำสังคมให้สงบร่มเย็นไม่ก้อเกิดเป็นสังคมป่าเถื่อน เพราะศาสนามุ่งสอนให้ทุกคนใฝ่ดีมีคุณธรรม การสอนให้ทุกคนเป็นคนดีมีในทุกศาสนาที่แยกออกเป็น 2 สายใหญ่ ๆ คือศาสนาสายเทวนิยมถือว่า ให้คนเราทำความดีเพื่อพระพรหมหรือทำความดีเพื่อพระเจ้า ส่วนในศาสนาสายอเทวนิยมถือว่า ให้คนเราทำความดีดีอำนวยอวยสุขให้แก่ผู้ทำทุกยุคทุกสมัย
มุมมองทางการเมือง อาจจัดอยู่ใน 6 ความหมายคือ
1 . การเมืองเป็นเรื่องอำนาจ มีการต่อสู้กันเพื่อกุมอำนาจไว้ในมือ เพื่อให้มีอิทธพลในการบริหารบ้านเมือง
2 . การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรแบ่งเค้กทรัพยากรของรัฐ เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ให้ลงตัวโดยเกี่ยวข้องกับ ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร
3 . การเมืองเป็นเรื่องของการค้นหาทางปรองดองที่เกิดจากความขัดแย้ง
4 . การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมเพื่อผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน
5 . การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารรัฐ บริหารเกี่ยวกับนโยบาลรัฐ และควบคุมให้มีการดำเนินไปตามนโยบายนั้น
6 . การเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับทุกคนในสังคมที่มีสิทธิ์ มีเสียงในการกำหนดนโยบายของรัฐนั่นเอง