๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เวลาบันทึก ๖.๑๐น.     นั่งมองดูตนเองแล้วระลึกถึงครู ท่านแลดูเบิกบานและนิ่งเย็น กับคำว่ามีสติอยู่ทุกขณะนั้นไม่ใช่เพียงคำพูด ทุกอิริยาบทของครูปรากฏให้เห็น ด้วยความเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตา พลังนี้ดึงดูดสรรพสิ่งเข้ามาหาท่านรวมถึงศิษย์คนนี้ด้วย แล้วท่านก็เป็นผู้มิเคยทิ้งโอกาส เรื่องราวแห่งการเคลื่อนไปของชีวิตท่านยิ่งกว่าละคร แม้บางคราครูจะเคยเปรยๆว่า ชีวิตเหมือนละครเล่นไปตามบทบาทสมมุติก็ตาม กิจกรรมที่ครูทำให้เห็นเสมอๆคือ การดูแลเอาใจใส่แม่ ผู้คนในครอบครัวและคนรอบข้าง การดูแลเอาใจใส่ของท่าน ไม่ใช่การตามใจไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นการให้กำลังใจเชียร์ให้คนเหล่านั้นรู้จัก มีสติ อดทน ที่จะดำรงใน ศีล ฝึกฝนสมาธิ รวมถึงปัญญา สิ่งใดที่นอกไปจากกรอบแห่ง “ศีลธรรม” ครูไม่เคยรั้งรอ ที่จะยับยั้งห้ามปราม ครูเอ่ยเสมอว่า “นี่คือการช่วยเหลือแบบหนึ่ง แต่ผู้ถูกช่วยเหลือมักจะไม่ทราบ” เมื่อก่อนศิษย์ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ด้วยความที่เป็นคนดื้อมากคนหนึ่ง กว่าจะจัดการละความชั่วได้แต่ละเรื่องก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร ผู้คนรอบข้างหลายคน ที่ครูช่วยเหลือโดยยับยั้งไม่ให้ทำชั่ว หรือไม่ให้เดินทางผิด มักจะโกรธแค้น โกรธเคืองไม่พอใจ ระหว่างที่ครูเข้าไปชี้แนะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างปรากฏยืนยันในตัวมันเองถึงสิ่งที่ครูได้เตือนไว้ บางรายก็จะรู้สำนึก แล้วก็หันมาขอบคุณบางรายแม้รู้สำนึกแต่ติดที่มีทิฐิ กลัวเสียหน้า หรือบางรายก็ไม่รู้เลย ที่เขียนออกมานี้มองจากตนเอง โดยแจกแจงเป็นเรื่องๆไป เพราะบางเรื่องครูเตือนปุ๊บแก้ไขปั๊บ บางเรื่องรู้ละแต่ไม่ค่อยจะกล้ายอมรับหรือบางเรื่องก็ยังโง่อยู่ไม่รู้เลย  ผู้ถูกช่วยเหลือมักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทิ้งร่องรอยแห่งการบาดเจ็บไว้ที่ครูแต่ครูก็มิได้พร่ำบ่น หันกลับมาเยียวยาตนเองเสริมสร้างพลังใหม่ แล้วก็ก้าวเดินเรียนรู้ต่อไป ครูเอ่ยเสมอๆว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้” ศิษย์ไปเจอการ์ดใบหนึ่งที่โรงแรมแถวๆเชียงใหม่ ระหว่างติดตามนายตรวจเยี่ยม ระลึกถึงครู หยอดเงินร่วมบริจาคแล้วหยิบมาการ์ดใบนั้นเขียนว่า “จงเบิกบานในการรับใช้เพื่อนมนุษย์” ซึ่งอ่านปุ๊บภาพของครูก็ปรากฏขึ้นให้เบิกบานในหัวใจ สู้ต่อไปนะคะครูศิษย์เป็นกำลังใจและน้อมรับใช้เสมอค่ะ