The 7 habits of highly effective people

7 habits

The  7  Habits  of  Highly  Effective  People

     ผู้เขียนไม่ค่อยได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือทั่วไปนัก  ตั้งแต่จบปริญญาโทแล้ว  ก็ตั้งหน้าบริหารโรงเรียนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังด้วยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กๆ สภาพเป็นโรงเรียนครูไม่ครบชั้น   มีครูอยู่เพียง 4 คน ต้องเล่นบททั้งภารโรง  ครูผู้สอน และผู้อำนวยการ  แต่ละวันต้องทำ 3 บทบาท ช่วงหลังมานี้ก็ได้ภารโรงจ้างชั่วคราว  คุณภาพก็พอทนได้ด้วยเงินSP2 ได้ช่วยผ่อนแรงได้บ้าง กรอปกับอายุเริ่มมากขึ้น  วันๆหนึ่งแทบหาเวลาในอันที่จะคิดอ่านสรรค์สร้างปัญญาแทบไม่มีเลย  การขีดเขียนบันทึกในblogของgotoknow  ก็เลยหายไปนาน  วันนี้  หยิบเอาหนังสือSecret  ที่ลูกสาวซิ้อมาอ่าน เป็นหนังสือคุณภาพเล่มหนึ่งนะ  ไปพบคอร์ลัมต์ขึ้นหัวเรื่องThe  7  habits  of  Effective  People  ที่เขียนโดย Stephen  R. Covey  จริงๆแล้วก็เป็นหนังสือpocket  bookที่มีคนไทยแปลขายนานพอดูแล้ว  แต่ด้วยไม่ได้ใส่ใจ   ได้อ่านใน Secret ที่เขาเอามาลงไว้อย่างกระทัดรัด  เออก็ดีนะ  เราไม่ต้องอ่านฉบับหนาๆ  ผู้เขียนอ่านแล้วเห็นว่าได้สาระดีพอสมควรก็เลยเอามาฝากชาวG2K  เพื่อประดับความรู้เผื่ออาจจะมีบางคนไม่ได้อ่านฉบับหนาๆเหมือนอย่างผู้เขียน  ผู้เขียนก็เอามาบอกเล่าแบบสั้นๆอีกทีตามความเข้าใจส่วนตัวนะ  ผิดถูกอ่านแล้วก็มาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกันดู  เรัยกว่า  นิสัย  7  ประการที่ควรมีในตัวผู้บริหารว่างั้นเถอะ  ก็มีดังต่อไปนี้

1.รู้จักรู้ใจตนเอง 

2.รู้จักวางแผนการ

3.ตั้งสติให้มั่น ลำดับความสำคัญให้ดี

4.รู้จักประรีประนอม

5.รับฟังด้วยใจ  ไม่ใช่แค่รับรู้

6.ผสานความต่างให้เป็นหนึ่งเดียว

7.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

   ความจริงแล้ว ทั้ง 7 ข้อ  ล้วนมีอยู่แล้วในหลักธรรมทางพุทธศาสนา  เพียงแต่เราอาจไม่ได้นำมาตีแผ่ศึกษากันอย่างจริงจัง  บางข้อก็อยู่ในหลักสัปปุริสธรรม 7  บางข้อก็อยู่ในหลักมรรคมีองค์แปดหรือทางสายกลาง  เหล่านี้เป็นต้น 

   เออ...คนไทยต้องอ่านงานเขียนของฝรั่งตะวันตก  โดยความเป็นจริงของดีๆในศาสนาพุทธตลอดถึงของตะวันออกจีน  ญี่ปุ่น มีมากมาย  นี่แหละหนา...เมื่อไหร่หนอ  คนไทย คนเอเซียถึงหันมาสนใจสิ่งดีๆของโลกตะวันออก 

     แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 7  ข้อก็ใช่ทั้งนั้น หากผู้บริหารองค์กรนำไปใช้  ย่อมเกิดผลดี  แต่ผู้เขียนเชื่อว่า  ผู้บริหารทุกคนตลอดถึงท่านผู้อ่านทั่วไปก็ปฏิบัติอยู่แล้ว  เพียงแต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเซียนแค่ไหน....

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ชื่นชมท่าน ผอ.ที่ให้ความสำคัญกับการอ่าน แม้มีเวลาน้อย คะ

น่าคิดที่ว่า
.. คนไทยต้องอ่านงานเขียนของฝรั่งตะวันตก  โดยความเป็นจริงของดีๆในศาสนาพุทธตลอดถึงของตะวันออกจีน  ญี่ปุ่น มีมากมาย..

เราน่ามาช่วยกันสร้างค่านิยม "ยกย่อง ยอมรับ คนไทย" ด้วยกันมากขึ้นคะ..
การประยุกต์หลักธรรม เข้ากับ วิชาชีพ 

sr
IP: xxx.222.34.12
เขียนเมื่อ 

"...ความจริงแล้ว ทั้ง 7 ข้อ ล้วนมีอยู่แล้วในหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพียงแต่เราอาจไม่ได้นำมาตีแผ่ศึกษากันอย่างจริงจัง บางข้อก็อยู่ในหลักสัปปุริสธรรม 7 บางข้อก็อยู่ในหลักมรรคมีองค์แปดหรือทางสายกลาง เหล่านี้เป็นต้น..."

I agree with you there.

It is time we read the Tipitaka like we read 'western research papers'.

We may be surprised to see many 'new discoveries' by western researchers are due to failure to study the Tipitaka and/or failure to include citations of the Tipitaka (and other Eastern texts).

Let have a look for an example:

The UN human rights are being accepted by western countries.

The Buddhists' siila stipulates more if we read it deeply

The siila can be understood as statements of:

1) a right to life (not only for human, but all 'life-forms')

2) a right to property (not only human artifacts but 'environment')

3) a right to family relationships (and sexual behavior)

4) a right to 'truth' (or untrue behavior)

5) a right to self indulgence (and self harm)

If only we could understand the Buddha's Teaching more, we would see the science and applications limited only by our imagination.

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับ
  • ชอบประโยคนี้ครับ " ความจริงแล้ว ทั้ง 7 ข้อ  ล้วนมีอยู่แล้วในหลักธรรมทางพุทธศาสนา  เพียงแต่เราอาจไม่ได้นำมาตีแผ่ศึกษากันอย่างจริงจัง  บางข้อก็อยู่ในหลักสัปปุริสธรรม 7  บางข้อก็อยู่ในหลักมรรคมีองค์แปดหรือทางสายกลาง  เหล่านี้เป็นต้น " 
  • คนไทยชอบมองว่าต่างชาติดีจนลืมมองหลังในสิ่งที่ดีของตนเอง
  • หลักธรรมของพระพุทธเจ้าถ้าลองนำมาใช้อย่างจริงจัง เห็นผลทันตาแน่เลยครับ