บรรยากาศมันชี้ไปในทางที่ว่า เหมือนเราจะไม่เจอกันอีก ลาตายท่ามกลางสงคราม
เวลา 15.00 น. ของวันที่ 17 ตุลาคม 2554 สาวน้อยผู้หนึ่งยังวุ่นวายกับการวิ่งลงรถเมล์คันนั้นต่อรถเมล์คันนี้ และรับสายโทรศัพท์เป็นระวิง

 

 "ฮัลโหล..เธอว่าไง"
"ฉั๊นว่าไม่ท่วมหรอกบ้านเราสูงจะตาย"
"แต่ฉั๊นก็กำลังจะกลับบ้าน"
เสียงสาวน้อย สนทนาสายกับใครคนหนึ่งนั่นคือพี่สาวของเธอที่กระวนกระวายกลัวน้ำท่วมบ้านของตน เพราะเพื่อนๆ ของเธอได้ขอลากลับบ้านตั้งแต่เที่ยงเนื่องจากข่าวว่าน้ำได้มาถึงบางบัวทอง และได้ใกล้เข้ามาที่ซอยวัดลาดปลาดุกแล้ว
ระหว่างข่าวลือและความเชื่อมั่นตนเอง สาวน้อยผู้นี้ได้ตัดสินใจเชื่อตัวเองเธอได้นั่งรถกลับบ้านตามปกติไม่ได้คิดอะไร แต่ระหว่างที่หลับบนรถนั้นเธอก็ได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอื้ออึงและเสียงนกหวีด แตรรถที่สับสนวุ่นวาย และมันทำให้เธอสงสัยว่าต้องเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ รถถึงได้ติดขนาดนี้  กระนั้นเองผิดถนัดมันเป็นผลมาจากน้ำที่ท่วมสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้การจราจรติดขัดรถเล็กวิ่งไม่ได้ และผู้คนกำลังอพยพกันอลม่าน สาวน้อยต้องลงรถโดยสารที่หมู่บ้านบัวทองธานี (แถวๆ บิ๊กซีบางใหญ่) และต้องเดินระยะไกลกว่าจะถึงบ้าน และได้พบว่าบ้านของเธอน้ำท่วมสูงถึงเอวแล้ว รวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ติด
"เธอน้ำท่วมบ้านสูงมาก ฉั้นกลัว เธอรีบมานะ"

ด้วยความที่กลัวและทำอะไรไม่ถูก สาวน้อยจึงได้โทรบอกพี่สาวคนโตทันที และหลังจากนั้นเธอก็เฟสบุ๊คหาพี่สาวคนกลางแต่เธอตัดสินใจที่จะไม่บอกพ่อและแม่ ที่อยู่ต่างจังหวัดเพราะกลัวสองเฒ่ากังวลและนอนไม่หลับเพราะลูกสามคนอยู่กทม.ทั้งหมด ท่านผู้อ่านลองคิดตามนะคะว่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่าคงกระวนกระวายน่าดูใช่ไหมคะ
  
ภาพคืนแรก
ผู้เป็นพี่สาวกลับมาตามที่น้องบอก  เช่นเดียวกันแต่หนักกว่าตรงที่ว่าเธอเดินมาจากบางใหญ่ คนเดียว!!! ตอนห้าทุ่ม (แต่ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางเป็นรถติดและผู้คนมากมายที่เร่งรีบ) ที่เธอเดินเพราะเป็นห่วงน้องที่ติดในบ้านคนเดียวและไม่มีพี่วิน(มอไซต์) ให้เรียกเพราะทุกคนก็เร่งรีบกับการอพยพและการไปดูแลคนในครอบครัวเช่นเดียวกันกับเธอ
พี่สาวคนโตมาพร้อมกับอาหารสองสามถุงในมือ ทั้งคู่นั่งดูน้ำที่ระเบียงเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี  ก็ได้แต่ถ่ายรูปมาโพสเฟสบุ๊คให้คนที่คอยติดตามเธอได้รู้สถานการณ์ตลอดเป็นระยะ 
สองวันผ่านไปที่เราติดอยู่ในบ้านกินอาหารที่เตรียมไว้อยู่บ้าง ได้แก่มาม่า ปลากระป๋อง น้ำเปล่า ใช้ชีวิตสองคน กับสองตัวหมาน้อยนั่นเอง แต่น้ำมาแรงและเร็วเราสองคนได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้าน ด้วยตนเองและได้ชวนสองตายายบ้านตรงข้ามเดินฝ่าน้ำไหลเชี่ยวระดับอก-คอ มาด้วยกัน ของที่ได้มาได้แก่บัตรต่างๆ เสื้อผ้าสองสามชุด กุญแจบ้าน หมาคนละตัวและกาละมังคนละอัน น้ำในบ้านก็สูง น้ำนอกบ้านก็สูงและไหลแรงมากเพราะเป็นทางน้ำพอดี สาวน้อยทั้งตัวเล็ก ทั้งว่ายน้ำไม่เป็นแต่ก็ใจสู้เกาะกาละมังหอบสัมภาระออกมา เราสองคนพี่น้องได้โทรให้แฟนมารับเพราะคิดว่าน่าจะดีกว่าออกไปกันสองคน การฝ่าน้ำไหลแรงผ่านไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็ผ่านมาได้
เราสี่คนมานั่งพักที่หน้าปากซอยวัดลาดปลาดุก และคิดกันว่าจะเดินทางไปไหนดี  ข้อสรุปของเราคือ คนพี่ไปอยู่บ้านญาติแฟนที่ผ่านฟ้าฯ ส่วนเราด้ตัดสินใจไปอยู่กับพี่สาวคนรองย่านห้วยขวาง เราสองคนพี่น้องตกลงกันและตัดสินใจแยกกันตรงนั้น
ภาพอพยพ
ความรู้สึกตอนนั้นใครไม่เจอเองไม่รู้เลยค่ะว่า มันเศร้า มันกังวลและอีกมากมายที่อธิบายไม่ได้ บรรยากาศมันชี้ไปในทางที่ว่า เหมือนเราจะไม่ได้เจอกันอีก ลาตายท่ามกลางสงคราม  พี่กับน้องมองหน้ากันแล้วไม่พูดอะไรได้แต่มองหน้ากันและหันหลังจากไป แฟนพี่สาวจอดรถมอ'ไซค์แช่น้ำไว้ รถก็ไม่ติดเขาสองคนจูงรถ + อุ้มหมา ลุยน้ำไป ส่วนคนน้องก็ตะกายขึ้นรถหกล้อเข็นทรายที่ผ่านมา ตอนนั้นพี่สาวกำลังเดินอยู่ริมถนน เรามองลงไปจากรถเห็นพี่กำลังเดินรู้สึกเหมือนจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก สงสารพี่ สงสารตัวเอง กลัวไม่เจอกันอีก บอกไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่อยากมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นอีก
ตั้งแต่วันนั้น ถึง วันนี้นั่งเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้อ่านกันลืม เราสองคนก็ยังไม่ได้กลับเข้าบ้าน ยังไม่เจอกัน แต่ก็โทรหากันบ้าง และคาดว่ายังจะไม่ได้กลับเข้าบ้านอีกนานค่ะ
สุดท้ายขอขอบคุณ
  • เพื่อนๆ ทุกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ เป็นห่วงสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเสมอ
  • พี่สาว/พี่เขย ทั้ง 4 คน ที่ให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาที่ได้รับความเดือดร้อน
  • สามีที่แสนดีที่เคียงข้างสาวน้อยผู้นี้ตลอดมาไม่ทิ้งไปไหนเลย
 
ระหว่างที่เกิดเหตุนี้ยังมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่ไม่ได้เล่า
จะขอเล่าในตอนต่อไปนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ