ก่อนหน้านี้ เขียนบันทึกไว้ ๑ บันทึก เกี่ยวกับ "วันเกิดบีแมน" เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 แต่บันทึกนั้นหายไป..เป็นเพราะว่ายังไม่คุ้นเคยกับ Gotoknow ระบบใหม่ครับ แต่ไม่เป็นไรเขียนใหม่ได้ครับ
เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นวันคล้ายวันเกิดของ beeman ที่ได้เวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นปีที่ขึ้นปีที่ ๗ ของการเขียนบันทึกใน Gotoknow ครับ...
บันทึกนี้ ตอนวันก่อนก็ไม่มีประเด็นอะไรให้เขียน แต่เวลาผ่านไปในเดือนเกิดก็มีเรื่องราวให้เขียนครับ พยายามเขียนให้เห็นลักษณะของ "อิทัปปัจจยตา" นะครับ
สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงคือมีการเปลี่ยนแปลงจึงมีความสัมพันธ์เป็นปัจจยาการต่อกัน เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" นั่นเอง (จากหนังสือเรื่องสวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี)
อิทะ แปลว่า นี้
ปัจจยตา แปลว่า เป็นปัจจัยให้เกิด
สรรพสิ่งในโลก ล้วนเป็นอิทัปปัจจยตา คือ เป็นกระแสของเหตุปัจจัย เป็นปัจจยาการหนุนเนื่องกันมา และหนุนเนื่องกันไป.....
เริ่มเรื่องเล่า "ของขวัญวันเกิด" ครับ..วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ไปดูที่ตู้จดหมาย มีจดหมายน้อย เป็นหนังสือแจ้งผลการเลื่อนเงินเดือน..รอบการประเมิน ๒ ตั้งแต่ 1 เมษายน 2554 - 30 กันยายน 2554 มีผลให้ นายสมลักษณ์ ได้เพิ่มเงินเดือนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 - 31 มีนาคม 2555 อีกเดือนละ 670.00 บาทเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน 4,020.00 บาท
ตอนแรกที่ดูจดหมายน้อย คิดว่าผลออกมาคงไม่ได้ขึ้นเงินเดือน เงินเดือนต้องเท่าเดิม เหตุเป็นเพราะไม่ได้ขอขึ้นเงินเดือน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ หัวหน้าภาควิชา (อ.สมจิตต์ หอมจันทน์) แจ้งว่าให้ส่ง Portfolio รอบการทำงานที่ผ่านมาเพื่อเสนอขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง
พอดี บีแมนกำลังยุ่งๆ อยู่กับสัปดาห์วิทยาศาสตร์ และรอบ 6 เดือนที่แล้ว เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเกือบ 2,000 บาท และได้ปรับเงินเดือนรอบที่แล้วได้เพิ่มอีกเกือบ 500 บาท ต่อเดือน ประกอบกับมีแนวคิดว่าไม่อยากให้เงินเดือนสูงมากนัก เพราะตอนเกษียณ จะมีเงินเหลือเพียง 1/3 ของเงินเดือนปัจจุบัน ดังนั้นต้องบริหารเงินให้พอใช้ (ค่อยอ่านตอนต่อไป)
เงินเดือนสูงๆ เป็นการกระตุ้นกิเลส (ตัวโลภ) ให้เกิดตัณหา (ตัววิภวตัณหา) ทำให้เกิดความอยาก จากการอยากได้โน่นอยากได้นี่ เพราะมีวัตถุ (ตัวเงิน-ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติเหมือนเล่นเกมเศรษฐี) เช่น รถคันนี้เล็กไปเสียแล้ว ต้องได้รถคันใหม่ คันโตๆ ซึ่งต้องใช้เงินมาก เงินมากก็ไม่เป็นไร เราได้เงินมากก็ค่อยๆ ผ่อนไป หรือ บ้านหลังนี้เล็กไปแล้ว มันไม่เหมาะสำหรับข้าราชการชั้นสูงอย่างเรา ต้องซื้อบ้านหลังโตๆ ราคาสัก 3 ล้าน 7 ล้าน มันจะได้เหมาะสมกับคนมีฐานะอย่างเรา (ยึดมั่นในตัวกู)
พอเกิดความเสี่ยง (Risk) อย่างเช่น น้ำท่วมบ้าน ท่วมรถ ในปีนี้ ต้องใช้เงินมากในการบูรณะ ซ่อมแซม ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง
หรือ อีก 10 ปี เราจะเกษียณ ความสามารถในการหาเงินลดลง แต่ค่าใช้จ่ายรายเดือน รายปี ยังเท่าเดิม เราก็จะเป็นทุกข์เพราะไม่มีรายได้ที่จะจ่าย เราไม่ได้คิดวางแผนไว้ล่วงหน้า
พอวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ หัวหน้าภาคมาบอกในทำนองว่า เมื่ออาจารย์ (บีแมน) ไม่ส่ง Portfolio ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามมติของคณะวิทยาศาสตร์ คือ ไม่เสนอขึ้นเงินเดือนให้อาจารย์ (บีแมน)
อีก 2-3 วันถัดมา หัวหน้าภาคมาบอกผมอีกว่า คณะฯ แจ้งมาว่าเมื่ออาจารย์ไม่ประสงค์ขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ขอให้ทำบันทึกข้อความส่งไปคณะฯ ด้วย แจ้งความประสงค์ว่าไม่ขอขึ้นเงินเดือน (ผมคิดว่า คณะฯ นี้ทำงานรอบคอบจริงๆ กลัวว่าภายหลังจะเกิดปัญหา จึงทำเรื่องกันข้อครหาเอาไว้ก่อน-ปรากฏว่า รอบนี้ มีคนจากคณะวิทยาศาสตร์ ๒ คน ต้องทำบันทึกแบบนี้ อีกท่านหนึ่งอยู่ภาควิชาเคมี เป็นเรื่องต่างกรรมแต่ไ่ม่ต่างวาระกัน)
ผมขอให้หัวหน้าภาคฯ บอกหงษ์ เจ้าหน้าที่่ธุระการทำบันทึกนี้ แล้วผมก็ลงนาม เหตุการณ์ก็ผ่านไป จนกระทั่งสิ้นเดือนตุลาคม 2554 ผมได้ใบแจ้งเงินเดือน (Slip) ก็ไม่สังเกตอะไร และไปเบิกเงินมาใช้ตามปกติ
หลังจากได้รับจดหมายขึ้นเงินเดือน จึงไปดู Slip อีกครั้ง ได้เงินเดือนขึ้นมาอีก 670 บาทจริงๆ
ทีนี้มาวิเคราะห์ดูว่า ภาควิชาและคณะไม่เสนอขึ้นเงินเดือนให้ผม ดังนั้นผู้ที่เสนอขึ้นเงินเดือนให้ผมต้องเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในมหาวิทยาลัยและอยู่ในฐานะประธานในที่ประชุมในวันพิจารณาขึ้นเงินเดือนข้าราชการในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นท่านอธิการบดี
ผมก็คิดง่ายๆ ว่า ท่านอธิการบดี ให้"ของขวัญวันเกิดผม" ล่วงหน้า 6 เดือน เป็นเงิน 4,020 บาท ส่วนนี้ผมก็เผื่อแผ่ไปยังคนข้างเคียง
วิเคราะห์ต่อมาว่า จะมีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีมุมมอง และข้อคิดเห็นเรื่องนี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละคน ผมลองคาดเดาวิธีคิดว่าจะมีแบบไหนบ้าง
- ท่านอธิการบดี อาจคิดว่า ในเมื่อพิจารณาขึ้นเงินเดือน ตามรายชื่อที่คณะส่งมาแล้ว ตอนนี้มีเงินเหลือ ก็พิจารณาให้กับคนที่ไม่ได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือน ซึ่งเป็นอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งท่านอาจจะไม่ได้คิดอะไร
- คนที่เป็นผู้บังคับบัญชาขั้นต้นอาจคิดว่า เรื่องนี้ทำให้เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ค่อยดี
- คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คือ ผู้ที่อยู่ในภาควิชาเดียวกัน ซึ่งได้รับเงินเดือนขึ้น 1.5-5 % อาจคิดว่าไม่เป็นการยุติธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินเดือนขึ้น 1.5% (ของฐานเงินเดือน) ต้องมีอยู่ไม่น้อยที่คิดเรื่องนี้
- บางคนอาจคิดว่า ขึ้นเงินเดือนให้เขา (บีแมน) ก็ไม่น่าเกลียด เพราะเขาก็เป็นคนทำงานเหมือนกัน แต่ไม่ควรขึ้นให้เกิน คนที่ได้ขึ้นขึ้นต่ำ (คือไม่เกิน 1.5%)
ผมลองนำเอาเรื่องนี้ ไปเป็น Case Study ให้นิสิตใน Class ที่ผมสอน (Apiculture) เพื่อให้นิสิตได้ฝึกวิเคราะห์ มีมุมมองที่หลากหลาย เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์เอาไว้ก่อน และพยายามบอกนิสิตว่า ไม่มีคนไหนคิดถูกหรือผิด มันอยู่ที่ฐานของวิธีคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกัน และเราไม่มีสิทธิ์ไปห้ามความคิดของคนอื่นได้
การที่เราจะสุขหรือทุกข์ มันอยู่ที่วิธีคิด วิธีตีความของเราทั้งสิ้น ถ้าเรื่องหนึ่งเป็นความทุกข์ของคนคนหนึ่ง แต่เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับ เราก็เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องนั้น ไม่ให้เกิดทุกข์กับเราได้ มันอยู่ที่วิธีคิด (หินมันหนักไหม ถ้ามันหนักไปยกมันไว้ทำไม เราก็ปล่อยวางมันเสีย)
และเรื่องนี้ ถ้ามองให้เห็นอิทัปปัจจยตา ความเกี่ยวต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ก็จะมองเห็น "มันเป็นเช่นนั้นเอง" เป็นปรกติธรรมดา
สวัสดีค่ะอาจารย์
เรียน ท่านขจิตและท่านหญ้าบัว
มาอวยพร Happy and Happy ครับท่าน