ในปัจจุบัน ที่หลาย ๆ คนกำลังเผชิญกับความทุกข์ที่เกิดจากอุทกภัย ทำให้จิตใจห่อเหียว สิ้นหวัง คิดมากจนเกิดความเครียดสั่งสมสูงกว่าหลายพันคน ซึ่งปฐมฐานของการเกิดความเครียดหลัก ๆ ก็มาจากความคิดที่ผูกติดกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งความคิดเป็นสิ่งที่ห้ามหรือควบคุมได้ยากท่านเปรียบเหมือนลิงที่ไม่อยู่นิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้อยู่นิ่งไม่ได้หากเรารู้วิธีฝึกที่ถูกต้อง โดยเฉพาะ “พุทธวิธีควบคุมความคิด” ซึ่งเป็นกลยุทธ์พิชิตความคิดในด้านลบที่แยบคาย เปรียบเสมือนยาขนานเอกที่ใช้ในการรักษาเยียวความคิดให้หายขาดจากปัญหาและความเครียดในด้านต่าง ๆ โดยมีกระบวนการเริ่มจาก
ขั้นที่ ๑ เปลียนความคิด : เป็นไปในลักษณะที่ว่าหากเรื่องที่เราคิดอยู่นั้นมันยิ่งทำให้เกิดความเศร้าหมองหรือทัศนคติในทางลบ ให้รีบถอนความคิดเหล่านั้นทันทีแล้วเปลี่ยนความคิดไปในเรื่องที่ดีหรือทำให้เกิดทัศนคติในด้านบวก เช่น หากว่าเรากำลังกลุ้มใจหรือเศร้าใจกับปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเผชิญอยู่ทั้งทำให้ทรัพย์สินเสียหายหรือทำให้ตกงาน ก็ให้เปลี่ยนไปคิดถึงเรื่องอื่นในด้านตรงข้ามแทน เช่น เรายังโชคดีที่ยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ หรือคิดว่าก็ดีได้เปลี่ยนงานใหม่ซะทีเผื่อจะมีอะไรดี ๆ เข้ามาในชีวิตต่อจากนี้ก็เป็นได้
ขั้นที่ ๒ พิจารณาโทษความคิด : หากว่าเราลองเปลี่ยนความคิดแล้วแต่พอไม่นานก็พาลกลับไปคิดเรื่องเศร้าหมองเดิม ๆ อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ท่านว่าวิธีแก้ก็คือให้พิจารณาถึงโทษทางความคิอนั้นเลย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ในเมื่อวิ่งหนีแล้ว (ความคิด) มันยังไล่กวดตามติดเหมือนเงาตามตัว ก็สู้กับมันซะเลยโดยการหันมาใช้สติในการพิจารณาถึงโทษของความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์หรือความเศร้าหมองนั้นว่า หากเรามัวแต่จมปรักกับความคิดในด้านลบดังกล่าวนั้นแล้วมันมีประโยชน์หรือเปล่า? เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไหม? หรือยิ่งทำให้หมดกำลังไปหรือเปล่า?
การใช้สติพิจารณาถึงโทษดังกล่าวสุดท้ายทำให้เข้าใจว่าจิตใจที่คิดเช่นนั้นเกิดความรุ่มร้อน ไม่สบาย ไม่มีประโยชน์ แต่หากว่าไม่คิดเช่นนั้นแล้วจะรู้สึกเย็นใจ โปร่ง โล่ง สบาย เป็นต้น
ขั้นที่ ๓ ไม่ใส่ใจ (ให้เลิกคิด) : หากทั้งสองวิธียังไม่ได้ผล ท่านให้ถือเสียว่าปัญหาทางความคิดทางด้านลบที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องไร้สาระในชีวิตเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ๆ หรือคนอื่น ๆ ที่มีปัญหาเมือนเราแต่หนักหนาสาหัสกว่าเรา เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็จะก่อให้เกิดกำลังใจและเลิกใส่ใจในเรื่องที่คิด (ลบ) ดังกล่าวพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีความหวังด้วยพลังจากความเข้มแข็งทางจิตใจ
เป็นไปในลักษณะที่ว่าอย่าใส่ใจในปัญหาดังกล่าวที่กำลังเผชิญอยู่ ให้หาอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ขั้นที่ ๔ ใคร่ครวญหาเหตุผล : การใคร่ครวญหาเหตุผลในเรื่องความคิด เป็นไปในลักษณะที่ว่า การใช้ความคิดพิจารณาว่าทำไมเราต้องคิดเช่นนั้น? อะไรทำให้คิดเช่นนั้น? ซึ่งจะทำให้เราได้หยุดคิดพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน กินลึกลงไปถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดเช่นนั้นแล้วส่งผ่านต่อยอดไปยังผลที่จะตามมาหากว่ายังคิดเช่นนั้น ท่านเปรียบเหมือน
- หากว่ากำลังวิ่งด้วยความเร็วก็จะเปลี่ยนเป็นวิ่งช้าลง
- หากว่ากำลังวิ่งช้า ๆ ก็จะเปลี่ยนไปเป็นเดิน
- หากว่ากำลังเดินก็จะเปลี่ยนไปเป็นหยุดยืน
- หากว่ากำลังหยุดยืนก็จะเปลี่ยนไปเป็นนั่ง
- หากว่ากำลังนั่งก็จะเปลี่ยนไปเป็นนอน
เป็นไปในลักษณะที่ว่า “การได้หยุดคิด ทำให้สติได้ติดเครื่องทำงานอีกครั้ง” เมื่อมีสติกำกับการใช้ความคิดก็จะละเอียด ถี่ถ้วน แยบคายยิ่งขึ้น
ขั้นที่ ๕ ให้กัดฟันใช้ลิ้นกดเพดานให้แน่น : หากว่าทำตามลำดับที่ผ่านมาแล้วความคิดยังไม่หยุดนิ่ง ท่านให้ใช้ฟันกัดฟันให้แน่นแล้วเอาลิ้นกดเพดานไว้ แล้วความคิดก็จะหยุดเอง
ถึงแม้ว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหา (ชีวิต) ในหลาย ๆ ด้าน สิ่งสำคัญคือขอให้มีกำลังใจ อย่าสิ้นหวัง ตราบใดที่มีลมหายใจอยู่ ชีวิตย่อมมีความหวัง ถอนความคิดในด้านลบทีมีออกไปแล้วใส่ความคิดทางด้านบวกลงไปแทน เพื่อสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง
ก่อนจบผู้เขียนมีข้อคิดดี ๆ จากหนังสือ “พรแห่งชีวิต” โดยพระไพศาล วิสาโล มาฝากในบางส่วน :
ครั้งหนึ่งในชีวิตของ มาริโอ คูโอโม่ อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขายากจะลืมเลือน
ตอนนั้นเขายังหนุ่ม กำลังภูมิอกภูมิใจกับบ้านที่พ่อเพิ่งซึ่งมา ข้างบ้านมีไม้สนต้นหนึ่งโดดเด่นสะดุดตา คาดว่าสูงไม่ต่ำกว่า ๔๐ ฟุตหรือเท่ากับตึกสามชั้น
คืนหนึ่งเกิดพายุหนัก พอทุกคนกลับมาถึงบ้านก็พบว่าสนต้นนั้นถูกพายุพัดโค่นลงมา รากถูกถอนจนแทบหลุดลอยพ้นพื้นดิน ยอดสนโค้งงอทิ่มถนน เห็นอย่างนี้เข้า หัวใจของเขาแทบหล่นวูบ
แต่พ่อของเขาไม่ยอมเสียเวลาให้กับความท้อแท้ มองต้นสนสักพักแล้วก็พูดขึ้นว่า “มาช่วยกันดึงต้นสนขึ้นที”
มาริโอโพล่งขึ้นทันทีว่า “อะไรนะพ่อ! รากของมันหลุดจากพื้นแล้วนะ”
แต่พ่อไม่ฟังเสียง “หยุดพูดได้แล้ว เราจะดึงมันขึ้นมา...มันจะโตขึ้นใหม่”
ตอนนั้นฝนเริ่มตกลงมาอีก คงจะทุลักทุเลพิลึกถ้าหากทำตามที่พ่อบอก แต่มาริโอและพี่ชายก็ไม่กล้าขัด หลังจากที่ช่วยกันผูกเชือกกับยอดสน มาริโอก็เป็นคนดึงเชือกอยู่ข้างบ้าน ขณะที่พี่ชายคอยยกยอดสนเอาไว้
ไม่นานต้นสนก็กลับตั้งตรงอีกครั้งหนึ่ง แล้วพ่อก็ขยายหลุมเดิมซึ่งกลายเป็นหลุมโคนแล้วให้กว้างขึ้น ขณะที่ต้นสนก็จมลึกลงไปเรื่อย ๆ หลังจากนั้นก็เอาดินกลบ ยกก้อนหินมายันเอาไว้ แล้วปักหลักเพื่อค้ำต้นไม้อีกครั้ง
สองชั่วโมงผ่านไปท่ามกลางสายฝน ก่อนจะเข้าบ้านพ่อก็บอกว่า “อย่าห่วง...มันจะโตขึ้นใหม่”
“หากวันนี้คุณขับรถผ่านไปบ้านหลังนั้น คุณจะเห็นต้นสนยักษ์สูงชะลูด อาจสูงถึง ๖๕ ฟุต พุงชี้ฟ้า ทำทีราวกับว่ามันไม่เคยทิ่มหัวลงไปในถนนเลย” มาริโอ คูโอโม่ สรุปเหตุการณ์ครั้งนั้น
เรื่องนี้พระเอกคือ “พ่อ” อย่างไม่ต้องสงสัย การไม่สิ้นหวังของพ่อ ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้ขึ้นมา