ในวิกฤติก็มีโอกาส

 

 

 

 

 

ในวิกฤติก็มีโอกาส

 

          ในช่วงน้ำท่วมนี้ หลายคนคิดว่า อาจเป็นวิกฤติ ไม่ดี...แต่ผู้เขียนมีความคิดว่า ในวิกฤตินั้นก็มีโอกาส คือ เมื่อน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี ทำให้โรงงาน + บริษัทที่น้องผู้เขียนทำงานอยู่ถูกน้ำท่วม รวมทั้งบ้านของน้องที่ซื้อบ้านจัดสรรไว้ก็ถูกน้ำท่วมเช่นกัน ดีแต่ว่าเป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างไม่ต้องพูดถึง ท่วมหมด ถ้าอยู่ได้ก็จะต้องไปอยู่ชั้นบน...แต่ความที่กลัวเรื่องไฟฟ้าช้อต + ไม่สะดวกในการอยู่อาศัย การเดินทาง การเก็บรักษารถยนต์ (2 คัน) อีกทั้งโรงงาน +  บริษัทได้สั่งปิดทำงาน ทำให้ครอบครัวของน้องต้องอพยพกันขึ้นมาอยู่ที่บ้านของผู้เขียนที่พิษณุโลกกันแทน ซึ่งในช่วงแรกอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วก็เดินทางกลับ (คิดว่าน้ำลดลงแล้ว) แต่พอไปไม่ทันไร ยังไม่ได้เข้าถึงบ้านที่ปทุมธานี ก็ต้องขับรถยนต์กลับมาอยู่ที่พิษณุโลกอีก 1 สัปดาห์ น้องบอกว่า “น้ำท่วมสูงมาก ยังไม่ยอมลดลงเลย”

          จะว่าไปแล้วในช่วงที่น้ำท่วมประเทศไทยในช่วงนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็น นั่นคือ การได้กลับมาบ้านของลูก – หลาน ที่เมื่อจบการศึกษาจากถิ่นเดิมของตนเอง โดยมุ่งสู่เมืองหลวงเพื่อหางานทำเลี้ยงชีพตนเองนั้น กว่าจะได้กลับมาบ้านกันก็ 1 ครั้งต่อปี หรือ 2 ครั้งต่อปี (แล้วแต่โอกาส) เรียกว่า “แทบจะจำหน้าตากันไม่ได้” เป็นเหมือน “ถิ่นอพยพ” อย่างไงอย่างนั้น แม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ขนาดเข้ามาทำงานในตัวเมืองพิษณุโลก เวลากลับไปที่บ้านที่อำเภอพรหมพิราม ไปพบเจอแม่ค้าที่ผู้เขียนเคยซื้อของประจำ เขาจะถามว่า “เดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่ไหนมา ไม่เห็นหน้านานเลย” พอบอกเขาว่า อยู่ที่ในเมืองพิษณุโลกนี้เอง เขายังบอกว่า นึกว่า “ไปทำงานที่ กทม.”...เรียกได้ว่า “การทำงานเปรียบเสมือนการย้ายถิ่นเหมือนกัน เพราะบางคนเมื่อทำงานแล้วก็ตั้งรกรากอยู่ ณ ที่แห่งใหม่เลย ไม่ยอมกลับถิ่นเดิม อาจด้วยสาเหตุ + เหตุผลของแต่ละคน”...

          ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ครอบครัวของน้อง ๆ มาอยู่กันที่บ้านของผู้เขียน ทำให้พวกเรารู้สึกว่า “เกิดความอบอุ่น” มาก เพราะพวกเราจากกันไปนานมาก เกือบ 25 ปีทีเดียว เพราะน้องของผู้เขียนไปทำงานที่ปทุมธานีก็ตั้งแต่ “พี่ภัคร” เกิดมาได้เพียง 2 – 3 เดือนเอง ปัจจุบัน “พี่ภัคร” อายุก็เกือบ 25 ปีแล้ว และกว่าที่พวกเราจะได้พร้อมหน้าพร้อมตากันก็ 1 ครั้งต่อปี คือ ไม่วันขึ้นปีใหม่ ก็วันสงกรานต์ เท่านั้นเอง เรียกว่า “ห่างเหินกันไปมาก ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ในยุคสมัยนี้ นั่นคือ โทรศัพท์” ผู้เขียนก็คิดว่า “ยังดี ไม่เหมือนสมัยก่อนในรุ่นของแม่ + ป้า + ลุง + น้าของผู้เขียนกว่าจะติดต่อกันได้ นั่นคือ ทางไปรษณีย์ + โทรเลข ถ้ามีโทรเลขมา ไม่ต้องพูดถึง สิ่งที่จะได้รับ ก็คือ “การจากไปของญาติฝ่ายแม่ ไม่ใครก็ใครคนหนึ่ง”... แต่ถ้ามีจดหมายมาส่งทางบ้าน ก็คือ การพูดคุย ถามไถ่ถึงสาระทุกข์ซึ่งกันและกัน...แต่พอมาสมัยปัจจุบันความเจริญเข้ามามาก ทำให้เราได้พูดคุย สื่อสารกันทางโทรศัพท์ + mail ได้ เปรียบเสมือนเราอยู่ใกล้กัน ไม่ได้ห่างไกลกัน แม้แต่จะอยู่กันคนละประเทศ แต่เราก็เหมือนอยู่ใกล้กันไม่เหมือนในสมัยก่อน”

          ทำให้ช่วงนี้ เราเกิดความรู้สึก อบอุ่น ห่วงใย ผูกพันกันมากขึ้นในเรื่องของระบบครอบครัว พอพวกเราต้องจากกันไปทำงาน ก็ทำให้คิดถึงกัน...เหมือนการที่เกิดน้ำท่วมก็เป็นโอกาสที่ทำให้แต่ละครอบครัวได้มาพบหน้ากัน นับจากที่จากกันไปนาน เรียกว่า “ในวิกฤติก็มีโอกาส” วิกฤติ เรื่อง "น้ำท่วม" แต่มีโอกาส ในเรื่องของ "ความรัก + ความอบอุ่น + ความใกล้ชิด + ความผูกพัน + การได้พบเจอ พูดคุยกัน" ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ "พื้นฐานของคนในครอบครัว"  นั่นเอง...