กิจกรรมมนุษย์ขาดมิติการพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

ปัญหา น้ำท่วมนั้นมันซับซ้อนมากกว่าปกติ การพัฒนาสร้างบ้านสร้างเมืองนั่นแหละกลายเป็นการผูกปมปัญหามากขึ้น ความมีเสรีมีส่วนสร้างองค์ประกอบให้เกิดปัญหา การพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ ก็มีส่วนสร้างปมเงื่อนไขให้เกิดปัญหาอย่างคาดไม่ถึงมาก่อน ไม่ได้คิดถึง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้พิจารณามาก่อน การพัฒนาที่ดินเพื่อมุ่งหวังกำไรแบบไร้วิสัยทัศน์ว่ากิจกรรมที่ทำนั้นจะมี ส่วนสร้างปัญหาน้ำท่วมโดยรวม กิจกรรมมนุษย์ขาดมิติการพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

ข่าวไทยพีบีเอสเมื่อเย็นวันนี้กล่าวว่า

ผู้ ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ลงลุยไถนาในวันรณรงค์ ฟื้นฟู ชาวบ้านหลังเผชิญอุทกภัยน้ำท่วม และกล่าวรณรงค์ให้เกษตรกรทำนาเพียงสองครั้งต่อปีคือ นาปีกับนาปรัง ทั้งนี้มีเหตุผลว่า หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่ออุทกภัยเช่นปีนี้ ซึ่งรัฐจะต้องตั้งงบประมาณมาชดเชยมากมาย จึงเรียกร้องให้เกษตรกรทำการผลิตข้าวเพียงสองครั้งต่อปี….และประกาศเป็นการ รณรงค์เรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวไปถามชาวบ้านแถบนั้นแล้วได้ข้อเท็จจริงว่า

ชาวนา: มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ท่านผู้ว่ามารณรงค์เช่นนั้น เพราะความจริงก็คือ ชาวนาแถบนี้จำนวนมากที่เช่านาทำ เจ้าของนาคิดค่าเช่าไร่ละ 900 บาทต่อปี ใครเช่า 5 ไร่ก็ 4500 บาทต่อปี และที่สำคัญที่เป็นเหตุผลว่าไม่สามารถทำตามที่ท่านผู้ว่ารณรงค์ได้ก็คือ เจ้าของที่นาจะคิดค่าเช่า 900 บาทต่อไร่ต่อปีนั้น หมายถึงผู้เช่าจะทำนา สองครั้งหรือสามครั้งก็คิดเท่าเดิม…. แล้วชาวนาผู้เช่าที่ดินคนไหนจะทำนาเพียงสองครั้งในเมื่อเสียค่าเช่าเท่า เดิม…คือ 900 บาทต่อไร่ต่อปี ไม่เปลี่ยนแปลง…

ชาวนา: ผมก็จะยังต้องเช่านาทำ และขอเสี่ยงปลูกข้าวครั้งที่สามต่อไป

ไม่ทราบว่าจังหวัดดำริเรื่องนี้โดยไม่มีการศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ได้ อย่างไร แนวคิดการเสนอให้เกษตรกรทำนาเพียงสองครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการปลูกข้าว ครั้งที่สามลง และเป็นการประหยัดงบประมาณรัฐที่จะต้องจัดสรรงบชดเชย ดูจะเป็นเจตนาดีที่ขาดความรอบคอบในการทำงานเพื่อแก้ปัญหานี้

หวาดเสียวว่าเจตนาดีเรื่องนี้จะประกาศเป็น “นครสวรรค์โมเดล” ขึ้นมาอีกน่ะซี