สืบเนื่องจากบันทึกคุณถาวร ภาวงศ์
เรื่อง “เห็ดขอนออกดอกแล้ว”
ประโยคเด่น “เห็ดขอนออกดอก...แก่เกินแกง แต่ไม่แก่เกินกิน”
ผู้เขียนตั้งใจนำความเป็นไปของตนมาเล่าต่อ หลังจากได้อ่านบันทึกนี้แต่เวลาก็ล่วงเลย จนกระทั่งตามมาถึงบันทึกของคุณหมอ อดิเรก เร่งมานะวงษ์ (ทิมดาบ)
เรื่อง หันกลับเหลียวมอง...การเขียนของผม
ทำให้ผู้เขียน ได้คิดว่า "ต้องเขียนนะต้องเขียน"
เริ่มเรื่อง...
ชื่อบันทึก คุณถาวร “เห็ดขอนออกดอก แก่เกินแกง แต่ไม่แก่เกินกิน”
คำสำคัญ เห็ดขอน, ปรับได้
เพียงชื่อบันทึก ความคิดของผู้เขียนก็ต่อยอด ผุดขึ้นในใจแบบขำๆ เล่นคำว่า “แก่เกิน...รัก แต่ไม่แก่เกิน...เรียน”
ชุดคำขำขันประโยคนี้ มีที่มาค่อนข้างยาว แต่สรุปคร่าวๆคือผู้เขียนตั้งใจสมาทานถือศีลแปดตลอดชีวิต แต่ด้วยอินทรีย์พละยังอ่อน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาหารสดมากมาย ผู้เขียนจึงลดการสมาทานลงเป็นศีลห้า ไม่นานต่อมา ข่าวคราวก็เริ่มแพร่กระจายไปว่าผู้เขียนจะสละคานไปแต่งงานแล้ว ทั้งผู้รู้บนป่าบนดอย ต่างร่อนจดหมาย ส่งโป๊สเตอร์ยักษ์พร้อมข้อความเตือนใจเตือนภัย และผู้ให้สติมากมายหลายรูปแบบ
ส่วนโจทย์ที่ผู้เขียนได้ทำการถอดบทเรียนเป็นผลสำเร็จแล้ว ก็ด้วยสถานการณ์เฉพาะหน้าคืนหนึ่ง....
คืนนั้น พระจันทร์เต็มดวง เราสี่ชีวิต คือหลานๆและลูกญาติพี่น้องข้างบ้าน นอนเรียงรายในมุ้งใสๆหลังใหญ่บนระเบียงหลังบ้านชั้นสอง บรรยากาศรายล้อมด้วย แมกไม้ สายลม แสงจันทร์นวลผ่อง แต่จิตใจผู้เขียนมิได้สว่างตามแสงจันทร์แต่ประการใด
เด็กโตๆหลับไปแล้ว แต่เจ้าหลานสาวตัวเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลสอง ยังคงนอนกระสับกระส่ายพลิกซ้ายพลิกขวา ผู้เขียนเห็นว่าดึกแล้ว จึงไม่คิดจะชวนหลานคุย แต่แม่หนูน้อย เกิดพลิกตัวเข้ามาประชิดผู้เขียน แล้วป้อนคำถามกลางดึกว่า
“ป้าๆ ทำไมป้า ไม่มีแฟน!”
ผู้เขียนกลั้นเสียงหัวเราะขำไว้ในใจ กับคำถามใสๆนั้น
“รูได้ไง ว่าป้าไม่มีแฟน ป้าอาจจะเก็บไว้ที่ กรุงเทพฯก็ได้” เจ้าหลานทำท่าไม่เชื่อ
“อ้ะ... ถ้าอยากให้ป้ามีแฟน หนูจะเลือกลุงแบบไหน”
.... “ ต้องเป็นคนดี ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ต้องเป็นคนเก่ง เป็นคนหล่อ มีแฟนแล้วห้ามมีเมียน้อย!....”
หนูน้อยจะร่ายคุณสมบัติของลุงเขยต่อหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ แต่ผู้เขียนมิอาจกลั้นความรู้สึกขำ จนต้องปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากกลางดึกได้เสียแล้ว
“ไปกวนป้า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันหละ”
น้องสาวของผู้เขียนส่งเสียงดุหนูน้อย และเรียกตัวแยกไปนอนกับแม่เสีย
คืนถัดมา เราสี่ชีวิต ยังนอนชมจันทร์กันที่ระเบียงต่อ เมื่อหยอกล้อเล่นหัวกันตามประสาเด็กๆจนเมื่อยแล้ว เจ้า คนโตๆ หลับไปแล้ว เจ้าหนูน้อยจึงได้ฤกษ์หันหน้าเข้ามาประชิดผู้เขียนอีก
“ป้าๆ ป้าอยากรู้ไหม ทำไมเหนียงอยากให้ป้ามีแฟน”
“นั่นสิ ทำไม”
“เหนียงอยากมีน้อง เอาน้องผู้หญิง ตัวเล็กๆนะ ตัวจ้ำม่ำแบบ...ไม่เอา”
“โห...เห็นป้าเป็นหน่วยป๊ำตุ๊กตาในฝันไปซะแล้ว” ผู้เขียนแอบคิดในใจ แต่ฮาไม่ได้ เพราะรู้ว่าในใจเขามีความใฝ่ฝันแล้วจริงๆ จึงครุ่นคิดก่อนเล็กน้อย ก่อนค่อยๆบอกกล่าวเจ้าตัวเล็กว่า...
“ป้า...อายุมากแล้วลูก ถ้าน้องเกิดมา น้องจะหัวโตๆ พุงโรก้นปอด เดินเตาะแตะ ร้องตามหนู แบ๊ะๆๆ หนูจะเอาไหม” เจ้าหลานร้องแทบทันทีที่เห็นภาพในใจ
“ยี้...ไม่เอ๊า ป้าอะ”
เป็นอันว่า ความหวังของหนูน้อยค่อยๆพังทลายลงไปอย่างสวยงาม…
คืนนั้น กลายเป็นคืนที่พระจันทร์ทรงกลดสว่างสุดกว่าจันทร์เพ็ญคืนก่อน หมอกควันในใจผู้เขียนก็พลอยปลาสนาการไปสิ้น นับจากวันก่อน ที่ผู้เขียนรับเด็กน้อยจากมือบุรุษนายหนึ่ง จากวันนั้นผู้เขียนก็ตกอยู่ในภาวะอึมครึม กึ่มๆ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เป็นสุขเหมือนอยู่ในทะเลหมอก มิใช่สุขจากการรู้ ตื่น เบิกบานแต่ประการใด
ชุด “ธรรมชาติ ธรรม” ที่เจ้าหลานสาวตัวน้อยมานำเสนอ ช่วยให้ผู้เขียน หลุดจากหมอกควันแห่งความสุขอันอึมครึม เป็นสุขสะอาด สว่าง สงบได้ คล้ายจันทร์นวลผ่อง ที่ส่องบนฟากฟ้านั้น ทั้งสี่ชีวิต จึงหลับตาลงด้วยใจที่ได้รับการปลดปล่อยจากความคิดฝันในใจบางประการแล้ว
คำขันที่ ต่อยอดแก่ตนว่า “แก่...เกินรัก” ก็มีที่มาด้วยประการฉะนี้

ส่วนท่อนสองที่ว่า... “ แต่...ไม่แก่เกินเรียน”นั้น แม้จะฟังมาจนชิน ด้วยคำคุ้นเคยว่า“ไม่มีใครแก่เกินเรียน” แต่จนถึงวันนี้ ผู้เขียนยังต้องอาศัยคาเฟอีนจากกาแฟวันละหนึ่งถ้วย เป็นตัวช่วยให้ประสาทสมองตื่น พอที่จะรับรู้และเรียนรู้งานผ่านจอได้ มิวายที่ผู้รู้จะพยายามช่วยคิดและชี้แนะว่า
“ ต้องหาอะไรที่ใจมันชอบ หรือยินดีมานำร่อง ทำความคุ้นเคยให้จิตก่อน”
ผู้เขียนจึงลงทุนซื้อกล้องถ่ายรูปแบบง่ายๆมาใช้ แม้ถ่ายภาพไม่ได้ดั่งใจ แต่อาศัยนำมาทำความคุ้นเคยกับจอคอมฯได้ โดยไม่หลับเหมือนเดิม ก็พอใจแล้ว
ผู้เขียนพบเพื่อนในโลกออนไลน์ เธอมากด้วยน้ำใจ แม้ไม่เคยพบเห็นหน้ากัน เธอมีบ้านคือเว็บเล็กๆเป็นมุมส่วนตัว และพยายามแบ่งปันทักษะพื้นฐานในการทำภาพขึ้นเว็บ การแปลงไฟล์เพลง ทั้งอธิบายด้วยตนเอง และส่งลิงค์ แบ่งปันความรู้ ของสมาชิก GtK.ไปให้
และแล้วผู้เขียนก็เริ่มเดินทางเข้ามาพบอะไรต่อมิอะไรมากมาย เหมือนเมืองลับแลก็ไม่ปาน ซ่อนอยู่ใน GtK. แห่งนี้ ผู้เขียนติดตามเพียงเล็กน้อย แต่รับรู้แล้วว่าที่นี่คือแหล่งแบ่งปันความรู้ที่หลากหลายในฝันของผู้เขียนแน่แล้ว แต่ผู้เขียนยังติดข้อจำกัดมากมาย จึงมาไม่ถึงที่นี่
จนกระทั่ง พบทางตัน ไปต่อไม่ไหว เมื่อวิถีชีวิตเรียบๆเรื่อยๆในที่ทำงานเริ่มระส่ำระสาย ด้วยปัญหาที่มาจากการเรียนรู้ระบบงาน แบบครึ่งๆกลางๆ เป็นปัญหาที่คาราคาซัง เริ่มส่งผลเสียต่อบุคลากรและองค์กรในที่สุด
ผู้เขียนเครียดจัด เพราะ “ข้อจำกัด” ในการเรียนรู้ที่ช้า แถมยังเลือกที่จะ“ใช้....หัวใจเดิน” ใช้ความยินดี อันเป็นความพร้อมของสมองซีกขวา ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวนำพา ผู้เขียนมิอาจ กดดัน บังคับตนเองด้วยเหตุผลให้ยอมจำนนได้ว่า จำเป็นต้องเรียนนะ ต้องรู้นะ ไม่รู้ไม่ได้
ผู้เขียนมีข้ออ้างมากมาย เช่น...ดูสิ พี่ๆความรู้ปริญญาตรี บ้างก็อนุฯ เรียนมามากกว่าเรา ยังไม่เอาเลย เด็กๆก็สมองยังสดใหม่ มีพื้นที่สมองพร้อมกว่าเรามากมาย เขาก็ยังไม่ขวนขวายกันเลย เรามันสมอง...ฯลฯ ผู้เขียนตอกย้ำตนเองเช่นนี้เป็นปกติ
จนกระทั่ง วันนี้ วันที่ปัญหาเฉพาะหน้า กระแทกสำนึก ให้รู้สึกรับผิดชอบ นำตัวออกจากหล่มของความติดสบาย(ไม่อยากใช้สมอง) อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้เขียนจึงเริ่มเข้ามา สัมผัสที่นี่ GtK.อีกครั้ง
สิ่งที่สะดุดใจเบื้องต้น มิใช่เนื้อหาความรู้มากมายที่ปรากฏอยู่ในแต่ละบันทึก หากแต่ว่า เป็นความรู้สึกที่สัมผัสถึง “พลังอิทธิบาท” ของชาว GtK. ไม่ว่าจะเป็นบันทึกชุดเล็ก ชุดใหญ่ ผู้เขียนพอรู้อยู่ว่า แต่ละชิ้นต้องใช้ “เวลา” และแน่นอนว่า กว่าจะออกมาแต่ละชิ้น หลายท่านต้องเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะในการนำเสนออีกไม่น้อย
จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยพลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พลังแห่งการเสียสละแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ เป็นพลังสำคัญที่พาให้องค์รวมเกิดการขับเคลื่อน ส่วนนี้ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผู้เขียนมีความพร้อมที่จะเดินหน้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาตน พัฒนางานและพัฒนาองค์กรต่อไป

และด้วยศรัทธา ในน้ำใจเสียสละของชาว GtK.ศรัทธาในพลังแห่งความยินดี ความขนขวายที่จะแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์และกำลังใจแก่กันและกันผ่านความเห็นมากมาย องค์รวมส่วนนี้จึงเป็น “เบ้าหลอม” ที่ค่อยๆหล่อหลอมข้อจำกัดอันคับแคบของใจผู้เขียนลงเรื่อยๆ
บางบันทึกจุดประกายให้เกิดความตั้งใจพัฒนาตนอย่างเป็นรูปธรรม ถึงกระนั้น ในภายใน ยังรู้สึกคร่ำครวญหมองหม่นอยู่ลึกๆ เสมือนเสี้ยนเล็กๆที่คาใจ ยังถอนไม่หมด จนกระทั่งวันนั้น…สิ่งที่พบ โดยธรรม
“เห็ดขอนออกดอก....แก่เกินแกง แต่ไม่แก่เกินกิน”
ธรรมชาติธรรมที่คุณถาวร สะท้อนผ่านบันทึกนั้น เป็นดั่งเข็มน้อยๆ แทรกเข้าไปสะกิดเสี้ยนภายในออกได้ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
บันทึกยังขมวดสรุปในตอนท้ายอย่างสวยงามว่า...
…ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ปรับนิดปรับหน่อย
ทบทวน ประยุกต์ ยืดหยุ่น
มีทางออกเสมอๆ
หลายๆอย่างไม่สายเกินแก้
ภายในจิตในใจรู้สึกเบาโล่ง ผู้เขียนหัวเราะกับตนเองพร้อมทั้งหมุนเก้าอี้รอบตัวหลายรอบ อย่างมีความสุข เหมือนชีวิต “หลุดเป็นอิสระจากข้อจำกัด” ของกรอบกรงอะไรสักอย่างภายใน
นับแต่บัดนั้น เป็นต้นมา ผู้เขียนพบว่า ความยินดีเริ่มติดเครื่องได้โดยไม่ต้องหล่อด้วยตัวช่วยเดิมอีกแล้ว
แม้เป็นเพียงจังหวะเริ่มต้น ที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนอีกยาวไกล แต่ใจที่เต็มคือความพร้อมเบื้องต้นที่ผู้เขียนปรารถนาให้เกิดมีในตนก่อนสิ่งใด

กราบขอบพระคุณค่ะอาจารย์
โสภณ เปียสนิท
ผู้เขียนตั้งใจสมาทานถือศีลแปดตลอดชีวิต แต่ด้วยอินทรีย์พละยังอ่อน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาหารสดมากมาย ผู้เขียนจึงลดการสมาทานลงเป็นศีลห้า
ทำทีละน้อย ปีละพรรษา เป็นอย่างไรครับ ข้อคิดสกิดใจ, ข้อคิดสกิดใจปีที่สอง , ร่างกายเรานี้ ต้องหากัลยาณมิตรคอยช่วยให้กำลังใจ แบบชนิดว่ามาด้วยกันไปด้วยกันครับ แล้ว.......
ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น
ฤๅ...จะปล่อยประโยชน์มหาศาลให้ห่างไกล
คุณหญ้าแสนฝน มีความรักคะ..เป็นความรักที่เผื่อแผ่ให้กับคนมากมาย
..
บทส่งท้าย ของคุณถาวรให้พลังอย่างดียิ่ง
เหมือนได้ ถอนเสี้ยนในใจ ไปด้วย
ไม่มีคำว่าสายสำหรับการ ค้นพบ ตัวเอง
สำหรับบางคน แม้การศึกษามากมาย
แต่สิ่งที่ไม่รู้ก็คือ ตัวตน ของตัวเอง และไม่รู้เลยตลอดชีวิต..เป็นสิ่งน่าเสียดาย
หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นคะ
และขอให้กำลังใจ ก้าวไปด้วยกันนะคะ
สวัสดีค่ะท่าน
คนบ้านไกล
ตามรอยท่านไปจนเพลินเลยเจ้าค่ะ ^___^
ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น นั่งยิ้มมมมเลยค่ะ
ยังอ่านไม่ครบเลยค่ะ เหลืออีกสองบันทึก
เรื่องมื้ออาหาร ศีลแปด คงทวนกระแสกันค่ะ (ขาลง อิอิ)
ลดจากแปดมาเป็นห้า เพียงไม่กี่ปี ต้องแบกน้ำหนักตัวเพิ่มตั้ง ๗ โลแน่ะค่ะ
ตอนทานมื้อเดียว แข็งแรงมาก แบกเด็กสี่ขวบบนหลัง ปีนเขาสามยอด ขึ้นลงสบายๆ
ตอนนี้ แค่เดินขึ้นตึกสี่ชั้นก็หอบแฮ่กแล้วค่ะ
ที่สำคัญ อารมณ์ก็เปลี่ยนด้วยค่ะ หงุดหงิดง่าย ไม่นิ่ง ไม่ค่อยมีพลัง ฯลฯ
คงจะเริ่มใหม่ในเร็ววันนี้ค่ะ
กราบขอบพระคุณมากนะคะ จะตามไปชื่นชมปฏิปทาลูกสาวต่อค่ะ
(ปีที่สองที่ทานมื้อสอง ปวดเข่าจนต้องพบหมอ หมอในชุมชนนะค่ะ หมอซักประวัติ สูงเท่าไหร่ น้ำหนักเท่าไหร่ กินกี่มื้อ ว่าแล้วคุณหมอก็จ่ายยาวิเศษว่า "งดมื้อเย็นซะ" 555 อ้อ คุณหมอก็ยินดีรักษา โดยใช้คลื่นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ทาเจลแล้วนวดจี้ เจ็บจี๊ดๆๆๆ สามครั้งดีขึ้น บริหารอีกสักพัก เลยเข้าที่หายปวด ไม่ต้องกินยาวิเศษ งดมื้อเย็น 555)
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขจิต ฝอยทอง
ว้าวๆๆ " เมล็ดพันธุ์แห่งแรงบันดาลใจ (๓)"
ยังไม่เคยอ่านเลยค่ะ ตาตื่น ตื่นตาเลยนิ^___^
หญ้า@แสนฝนเคยเป็นเจ้าแม่ เอ๊ยเป็นคนดูแลสวนเห็ดอยู่สองปีค่ะ
ทำที่โคราช สมปรารถนา ได้เปิดดอก(ก้อน)เห็ดใต้ต้นมะม่วง
ดอกโตเท่ากระด้งน้อยๆเลยค่ะ งามขนาด
เห็ดขอนขาวโตเร็วมาก เก็บวันละสองรอบ เก็บไม่ทันบานเกินแกง คือเหนียว ต้องทำซุปอย่างที่คุณถาวรบอกเลยค่ะ ^___^
เดี๋ยวคงเป็นแควนประจำบันทึกคุณใหญ่
นงนาท แล้วค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ลำดวน
"ไม่ว่าอายุจะเท่าไรก็ไม่แก่เกินแกงนะคะ"
ตามไปที่บันทึกการศึกษามา เจ็บจี๊ดดด โดนจริงๆค่ะ
วันก่อน คุยกับชาวต่างชาติเมื่อยมือเลยค่ะ
สรุปว่า ไม่สามารถตอบเขาได้ว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์"เผา"กับ"อบ"ต่างกันอย่างไร
ช่วยกันสามแรง ไม่รู้เรื่องกันค่ะ ^___^
ขอบพระคุณมากค่ะ
(กำลังจะฟื้น ด้วยมวยจีนของอ.ขจิตค่ะ ^___^)
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ
ป.
ความตั้งใจจุดประกายมาจากบันทึกคุณหมอสัปดาห์ก่อนโน้นหนะค่ะ
ก็...อึดๆๆๆ มาเรื่อยๆ กับอุปสรรครอบตัว
เศษเสี้ยวของความหมอง เพราะปัญญายังไม่เต็มรอบหนะค่ะ
ก็เพียรอย่างต่อเนื่องตามที่อ.ป.แนะนำเลยค่ะ อดทนจนได้ที่ สติที่ไม่ทิ้งการตามดูตามรู้
เหตุปัจจัยก็มีมาให้เกิดปัญญา ถอนมานะลึกๆนั้นได้ค่ะ
องค์ประกอบความพร้อมของ "กัลญาณมิตร"คือคำตอบจริงๆค่ะ
ขอบพระคุณมากนะคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
อาจารย์
อ.นุ
สำหรับกำลังใจ
สวัสดีค่ะ คุณ หญ้า @ แสนฝน
จิตใหญ่ขนาดนี้ พร้อมเป็นแสงสว่างกระจ่างเผื่อแผ่เพื่อน ๆ
ทางใจนี่ละคะ...ยิ่งแก่ยิ่งเรียนรู้ยาก
รออ่าน...จากแบ่งปันอยู่นะคะ
ก่อนจะแก่ไปมากกว่านี้
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณหมอ
ทพญ.ธิรัมภา
จิตเพิ่งเปิด(กว้างขึ้น)เองค่ะคุณหมอ
ยังไม่หายตื่นเลย ^___^
ออกโลกกว้าง ถลาถลำ ล้ำเส้น ยังไม่ชินต่อสภาพใหม่เท่าใดนัก
อืมมม ทางใจหรือคะ ถอดจากใจมาเลยนะ ^___^
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหญ้า
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ทิวาพัฒน์เจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณ ที่กรุณาแวะมาโปรดโยมเจ้าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณยาย
มนัสดา
ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ
ความโล่ง พร้อมเดินหน้าแบบเบากายเบาใจกว่าเดิมค่ะ ^___^
วันนี้รู้สึกโล่งงง กว่าเดิมอีกนิดตรงที่สามารถจีบพี่ผู้มีประสบการณ์และมีความพร้อมในการเรียนรู้ระบบงานมาเรียนรู้งานและทำงานแทนระยะยาวค่ะ
จำเป็นต้องกลับต่างจังหวัด ไปดูแลคุณแม่ค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะพี่แสนฝนตั้งใจจะเขียนอนุทิน แต่แวะมาเปิดสมองกับเหล่าปัญญาชนกลุ่มคนจิตสาธารณะ (ติดหัวใจ)ได้ข้อคิดดีๆให้ชีวิตอีกมากมาย ในการทบทวนตัวเอง (ชีวิตลิขิตเอง) หากวันนึงต้องอยู่เป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย จะดำเนินไปในโลกใบนี้เช่นไร การไม่สูงส่ง (คงต้องทำ-ธรรมให้มากกว่าเดิม) ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ มาตามให้กำลังใจ
ให้เวลาและใจได้เรียนรู้
บนเส้นทางเดียวกันนะครับ