" กฎแห่งกรรม"

สวัสดีค่ะ. เป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้เปิดตัวเองและพร้อมที่จะนำเรื่องจริงทั้งหมดออกมาเปิดเผยสู่โลกภายนอกให้ได้รับรู้อย่างเป็นทางการเสียที หลังจากเคยโพสต์เอาไว้ใน

" กาขาวมุ่งสู่แดนศรีวิไล " ในนามแฝง สหธรรม เมื่อปี 2552 ครั้งนั้นดิฉันหวังเหลือเกินว่า ทุกคนที่รับมอบหมายในการทำงานมาจะมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่. ลืมแม้กระทั้งสัจวาจาที่เคยสัญญาต่อกันซึ่งเป็นถึงพี่น้องในสายธรรมเริ่มเปิดบุญปฏิบัติธรรมกันมา

แต่ครั้นก้าวล่วงออกมาสู่โลก..มายา. ต่างลืมเรื่องราวว่า จิตที่ตั้งอธิฐานปวารณามานั้น ความมุ่งมั่นเพื่อจุดประสงค์อะไร. เมื่อเข้าไปสู่เมืองศรีวิไลจากขาวกลับเป็นดำ กิเลสครอบงำมีแต่ความโลภ. โกรธ. หลง. ทะยานอยากในสิ่งที่เป็นตัณหา อยากมี. อยากได้. อยากเป็น. ลืมคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลงมัวเมาเพลิดเพลินจนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือดี..ชั่ว. กลับกลายเป็นศิกษ์ล้างครู เห็นน้องเป็นศัตรูมุ่งหวังคิดแต่จะทำร้าย นี่.อะไร!. พี่น้องต้องกลับกลายมาเป็นศัจตรู ประหัตประหารกันเสียเอง

เป็นเพราะ"กฎแห่งกรรม "หรือเป็นเพราะคำสาปของ"เมืองล่ม" กว่าจะถึงบางอ้อ! ดิฉันต้องใช้วิบากกรรมถึง 2ปี. 5เดือน.คนที่ดิฉันใกล้ชิดให้ความรักและศรัทธาต้องตายไปถึง 3ท่าน. ครอบครัวต้องพินาศล่มจมบ้านแตกสาแหรกขาด ขาดญาติมิตรพี่น้องที่พอจะเข้าใจ โดนสังคมประณามว่าเป็นคนเลว. โง่. ชั่ว. บ้า. นี่คืออะไร?

ในครั้งปี.2549 จากพื้นฐานทางธรรมแค่งูๆปลาๆ ก็รีบโอ้อวดศักดาหลงยึดติดว่าตนเองเก่งกล้าตั้งจิตอธิฐานปวารณาถวายร่างสังขารใน"วันมาฆบูชา" ขอเข้าถึงพระพุทธ. พระธรรม. พระสงฆ์.เป็นสรณะเพื่อมุ่งหวังเป็นจิตอาสาทำคุณประโยชน์ให้กับชาติ.ศาสนา.และพระมหากษัตริย์.

โดยการตั้งจิต"เปิดกรรม" ขอยอมชดใช้กรรมโดยไม่มีโอกาสจะรู้ได้เลยว่า เมื่อครั้งอดีตไม่ว่าชาติไหนๆ ดิฉันเคยไปกระทำกรรมกับใครเขาเข้า แต่ก็พร้อมจะขอยอมชดใช้ให้ จึงเป็นที่มาของเรื่องทั้งหมดในการจำเป็นจะต้องเผชิญกับวิบากกรรมในปัจจุบันนี้ เพราะได้ก้าวล่วงเข้าไปเคาะประตูหน้าบ้านเรียกหาตะโกนจะใช้หนี้กรรมกับเจ้ากรรมนายเวรเสียเอง

แต่นี่! ดิฉันไม่ได้เจอแค่เพียงเจ้ากรรมนายเวรธรรมดา แต่กลับกลายเป็น"พยากรรม" ไม่ใช่มุ่งหมายจะเอาชีวิตและทำให้ครอบครัวของดิฉันพินาศล่มจมเพียงครอบครัวเดียว แต่พาลไปถึงพี่น้องอีก 4ภาค.เหนือ.อีสาน.กลาง.ใต้.ซึ่งแต่ละคนที่เคยมีกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำในกลุ่มเผ่าพันธุ์เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา รับกรรมกันเต็มๆเจ็บปวดกันแสนสาหัสบางคนก็รู้เท่าทัน แต่พี่น้องบางคนช่างน่าสงสารยังวนเวียนแหวกว่ายหาทางออกยังไม่พบเลย เพราะหลุมที่"พยากรรม"ขุดดักล่อจัดฉากสร้างภาพไว้นั้นใครๆที่หลงเข้าไปเห็นและรับรู้ข้อมูลที่ลวงไว้นั้น ก็ยาก..เหลือเกิน.ที่จะหลุดออกจากโคจรกรรมนั้นได้

นี่คือ..ความรู้สึก.ที่ดิฉันเก็บไว้มาตลอด2ปี.5เดือน.ที่ไม่สามารถจะนำมาเปิดเผยให้รู้ได้ ด้วยเหตุผลยังมีบางเรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับเพราะยังมีการฟ้องร้องกันในชั้นศาลในคดีอาญา.

จุดมุ่งหมายประเด็นหลักสำคัญที่ดิฉันต้องการนำเรื่องทั้งหมดที่เป็นเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นกับดิฉันและครอบครัวรวมไปถึงพี่น้องทั่วทุกภาค ที่ทราบเรื่องบ้างแล้วหรือยังไม่ทราบได้ตระหนักเตือนสติเอาไว้ว่า "กฎแห่งกรรมมีจริง! กรรม..วิบากกรรม.มีจริง! นรก.สวรรค์.มีจริง! และหนทางไปสู่นิพพานนั้นก็มีจริง!

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเหล่าสาวกทั้งหลายที่เจริญในธรรมให้มุ่งทำความเพียรอย่าได้พลาดพลั้งกับความประมาทนั้น เป็นสิ่งที่ตอกย้ำเตือนสติดิฉันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดิฉันหลงเชื่อคนง่ายเพราะขาดสติในการกรั่นกรองและพลั้งเผลอประมาทว่าทุกคนคือมิตร.เพื่อน.พี่น้อง.

แต่ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ดิฉันรู้คุณค่าของคำว่า..ทุกข์. ได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อไหร่ที่ชีวิตของเราตกต่ำถึงที่สุดจมปลักอยู่กับคำว่า..ทุกข์. อย่าไปอาจเอื้อมเรียกใครว่ามิตร.เพื่อนหรือว่าพี่น้องเลย.เรา..ไม่มี! และใครๆก็ไม่รู้จักเรา.

ครั้งที่เกิดทุกข์! ดิฉันก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? มิตร.เพื่อน.พี่น้อง.ถึงหลีกเหลี่ยงตีตัวออกห่างจากการที่จะคบหรือพูดคุยกับดิฉันนัก! อนึ่ง.ในช่วงนั้น ดิฉันไม่มีเวลาที่จะมานั่งค้นหาตนเองได้เลย เพราะเหตุการณ์ที่ดิฉันเผชิญอยู่นั้นช่างเลวร้ายรุนแรงเหลือเกิน! แม้กระทั้งดิฉันเองก็เกือบแทบจะควบคุมสติเอาไว้ไม่อยู่ทำได้ก็คือ การปล่อยเวลาให้มันผ่านๆไปในแต่ละวัน สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาส่งไปถึง"พยากรรม"ทุกๆวัน เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปพบก็ต้องแสดงความรู้สึกที่ดีไม่ว่าจะเป็นคิด.พูด.ทำ.ดิฉันมีความปรารถนาดีต่อ"พยากรรม"เสมอ.แม้กระทั้งครั้งสุดท้ายเชิญชวนไปบวชพร้อมสามีดิฉัน จนกระทั้งได้เรื่อง

ดิฉันสุดความสามารถที่จำเป็นจะต้องยอมรับกับการก้มหน้าชดใช้การกระทำที่เคยผิดพลาดมาในอดีต ซึ่งในปัจจุบันนี้ดิฉันก็ให้คำตอบตนเองไม่ได้เหมือนกันว่า ไปทำกรรมเวรอะไรไว้หนักหนาเหรอ? สิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากชีวิตยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมอีก

เหมือนความมุ่งมั่นในการพยายามที่ดิฉันมีเจตนาดีในการยอมใช้หนี้กรรม การชี้นำให้"พยากรรม"ไปบวชที่วัดในครั้งนั้น กลับมีจิตคิดเป็นด้านลบและไม่สามารถควบคุมจิตที่มีแต่ความพยาบาทอาฆาตมาดร้ายคิดแต่จะทำลายมุ่งหวังจะทวงหนี้กรรมแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ควบคุมตนเองไม่ได้หลุดปากด่าว่าพระสงฆ์ซึ่งเป็นถึงพระครูและเป็นถึงเจ้าอาวาส ก็ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งยังเป็นช่วงเข้าพรรษาเมื่อปี2553.อยู่ในขณะนั้น ดิฉันจะไม่หลุดจากบ่วงกรรมของ"พยากรรม"นั้นได้อย่างไร.

ดิฉันรีบเร่งในการปฏิบัติธรรมหนีห่างจากมิตร.เพื่อน.พี่น้อง.เริ่มต้นที่จะเริ่มเรียนรู้ศึกษาธรรมซึ่งมาจากคำสอนของพระพุทธองค์โดยตรง"พระพุทธวจน"ในเมื่อดิฉันกระโจนเข้าไปหาวงล้อของกงกรรม..กงเกวียนเอง. จึงไม่แปลกที่ดิฉันจะต้องคลุกคลีสนิทชิดเชื้อรู้จักกับคำว่า..ทุกข์.ให้มากๆ เมื่อมีทุกข์อย่าหนีทุกข์ ทำความเข้าใจและรู้ให้ได้ว่า ทำไม?เราต้องทุกข์. สาเหตุ..เกิดจากอะไร?เพราะอะไร? โดยเฉพาะถ้าถามถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดทุกข์..คำตอบอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น. โกหกใครเราอาจจะโกหกปิดบังได้เพราะคนอื่นอาจไม่รู้ก็เป็นได้แต่เราโกหกตนเองไม่ได้อย่างแน่นอน

เพราะมีสิ่งหนึ่งที่อยู่กับเราไม่ยอมคล้อยตามอย่างแน่นอนนั่นคือ..จิต. ดี.ชั่ว.ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราและจิตนี่แหละ! ที่ทำการบันทึกไว้แล้วทุกขั้นตอน ตอนแรกดิฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน จนกระทั้งเริ่มเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทางธรรมใหม่เริ่มจากสติปัฏฐาน4. รูป1.นาม4.ของขันธ์.5 การเกิด-ดับของปฏิจจสมุปบาท จนไปถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงแท้และไม่ควรไปยึดติดกับอะไรมากมาย

ธรรมที่กล่าวมาดิฉันก็แค่เพียงรู้แบบเปลือกๆเท่านั้นยังเข้าไม่ถึงกับคำว่ารู้จัก.รู้จริง.หรือรู้แจ้งอะไรเลย.แต่ก็ขอเป็นเพียงผู้หนึ่งที่ขอยืนยันมา ณ.โอกาสนี้ในการพร้อมจะนำเรื่องทุกเรื่องที่ดิฉันได้ประสบพบเห็นมาซึ่งเป็นเรื่องจริงของเรื่องทั้งหมดมาบอกกล่าว ณ.ที่นี่ว่า ถ้าดิฉันไม่รู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า"ทุกข์" มาบ้างแล้ว วันนี้ดิฉันก็คงไม่มีโอกาสได้มาแนะนำตัวหรือเปิดเผยเรื่องราวในโอกาสครั้งหน้าได้ ขอบคุณค่ะ!