ทุกข์ที่มีความแตกต่าง

ทุกข์ที่มีความแตกต่าง

ในช่วงนี้ ถ้าเปิดทีวี ก็ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่อง “น้ำท่วม” ทำให้ผู้เขียนได้เห็นสภาพของคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยของน้ำท่วม เริ่มตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลกลงไป จนปัจจุบันนี้ก็ถึงคิวของ กทม. ที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้ ทำให้เห็นถึงความพยายามสกัดกั้น ไม่ให้น้ำเข้าไปสู่ด้านในของ กทม. แต่กำลังของน้ำนี่สิ!!!...จะกักกั้นกันไหวหรือ?...ผู้เขียนคิดว่า “ยิ่งกัก ยิ่งกัน ก็ยิ่งไม่เป็นผลดี เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคนที่มีอารมณ์โกรธ ถ้าคนปกติไปยั่ว ไปแย่ ก็จะยิ่งทำให้อารมณ์นั้นพลุกพล่านยิ่งขึ้น แต่ถ้าปล่อย ๆ ไป ให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา ไม่นานอารมณ์นั้นก็จะค่อย ๆ ทุเลาลง เฉกเช่นเดียวกับน้ำที่ทาง กทม. กำลังสกัดกั้นในปัจจุบันนี้...แต่ความคิดของที่ประชุมผู้นำระดับประเทศ ใครจะไปทัดทานได้ ก็ต้องปล่อยไป”...แต่ก็ทำให้เห็นว่า มวลน้ำทางเหนือ กทม.ยังมีอีกมาก และก็คงต้องอาศัยเวลาที่จะเยียวยาในเรื่องของ “ทำอย่างไร?...ที่จะทำให้น้ำลดลงได้อย่างรวดเร็ว” ถ้าเป็นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อมีน้ำท่วม ประชาชนทั่ว ๆ ไป ก็ปล่อยให้ท่วม เรียกกันว่า “ท่วมกันแบบถ้วนหน้า เพราะไม่รู้จะช่วยกันกั้นได้อย่างไร?”...เรื่องเสียหายก็ไม่ต้องพูดถึง...โดนกันเต็ม ๆ...แต่ก็ใช้เวลาประมาณเกือบเดือน น้ำก็จะเริ่มลดลง

เมื่อน้ำลด ทุกคนที่ได้รับผลเสียหายก็ตั้งหน้า ตั้งตาฟื้นฟูกันใหม่...นี่คือ วิถีชีวิตของคนต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่พอมาเห็นที่สภาพของ กทม. คนเมืองหลวงกระทำกันอยู่ในทุกวันนี้ ภาครัฐพยายามสกัดน้ำเพื่อไม่ให้เข้าท่วมทางชั้นใน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า “ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ ท่วมก็ต้องท่วมเหมือนกัน จะทำให้น้ำลดลงเร็วขึ้น แต่ถ้ายิ่งสกัดกั้นมากขึ้นเท่าใด น้ำก็จะหาทางออกไม่ได้สักที เหมือนกับทำให้น้ำไหลลงทะเลช้าลง”...และก็จะเห็นพฤติกรรมของประชาชนที่มีลักษณะที่มีความทุกข์ที่แตกต่างกัน เช่น บางคนก็เดือดร้อนในเรื่องของน้ำท่วมที่อยู่อาศัย บางคนก็เดือดร้อนของการไปทำงานไม่ได้เพราะการเดินทางไม่สะดวก บางคนก็เดือดร้อนจากที่ตนเองเป็นโรคภัยไข้เจ็บแต่ทางโรงพยาบาลถูกน้ำท่วมเลยต้องปิด ทำให้คนที่เป็นโรคต้องหาโรงพยาบาลใหม่เพื่อรักษาตนเอง บางคนป่วยเป็นโรคหัวใจต้องทานยาทุกวัน แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม ยาหมดแล้วหายามารักษาตนเองไม่ได้ บางคนมาอยู่ กทม.แล้วน้ำท่วมบ้านโดยแยกกันอยู่กับลูก ๆ น้ำก็สูงขึ้น ๆ ทุกวันทำให้มีปัญหาในการเดินทางเพื่อติดต่อกับทางลูก ๆ บางคนก็เดือดร้อนในเรื่องของอาหารการกิน ที่อยู่ไม่มีที่จะพักพิงอาศัยได้อีก บางคนน้ำท่วมไร่นา พืชสวนเสียหาย เรียกว่า ทำให้ทรัพย์สินทางด้านพืช ผัก ผลไม้ นาข้าวเสียหายไปหมด ฯลฯ...แล้วเมื่อไร?...น้ำมันจะลดสักที...ปัจจุบัน น้ำก็เหมือนโดนย้อมสีดำ...เพราะว่าน้ำไหลผ่านไม่รู้ว่ากี่จังหวัดแล้ว...สำหรับกลิ่นไม่ต้องพูดถึง...ขืนปล่อยไว้ ไม่แน่จะเกิดโรคระบาดอะไรขึ้นมาบ้าง?...เพราะน้ำที่อยู่ที่เมืองหลวงตอนนี้ เคยอยู่ที่ทางภาคเหนือเมื่อเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา...

ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างคนต่างจังหวัดกับคนในเมืองหลวง และความทุกข์ที่แต่ละคนได้รับซึ่งมีความแตกต่างกัน

สภาพน้ำท่วมที่ดอนเมือง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554

"เตย" หลานชาย...ถ่ายมาให้ดูคราวกลับบ้านที่ปทุมธานี

คาดว่าน้ำจะลด กลับไม่ลด ต้องระเห็ดกลับมาอยู่ที่พิษณุโลกต่อ..

ผู้เขียนเคยแปลกใจว่า "สมัยก่อน มีคนเรียก เครื่องบินว่า

"เรือบิน"...ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "ทำไม? เขาจึงเรียกว่า "เรือบิน"

แต่พอมาเห็น ณ วันนี้ ก็ทำให้ถึง "บางอ้อ" ทันที ว่า เป็นเพราะ

เหตุนี้เองที่เขาจึงเรียกว่า "เรือบิน"...อิอิอิ...