ประเด็นที่น่าสนใจในการประเคนพระ และการสวดมนต์ไหว้พระและพิธีสงฆ์ในชีวิตประจำวัน, จะเป็นข้าราชการประจำ กศน.ตำบล คน กศน.ต้องช่วยกันให้ พ.ร.บ.การศึกษาตลอดชีวิตผ่าน

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2 เรื่อง ดังนี้

 

         1.  สัปดาหที่แล้ว กศน.อ.ผักไห่ยังปิดทำการเพราะน้ำท่วม ( เพิ่งเปิดทำการเมื่อ 1 พ.ย.54  ตอนนี้เทศบาลได้ซ่อมคันกั้นและสูบน้ำออกให้ จึงเข้าไปที่อาคารสำนักงานได้ )    ผมจึงมีเวลาเรียนวิชา “ศาสนพิธีสำหรับครูและผู้บริหาร” ทางเว็บไซต์ GURU Online ต่อ ในบทที่ 4 เรื่อง “การประเคนพระ” และบทที่ 5 ( จบ ) เรื่อง “การสวดมนต์ไหว้พระและพิธีสงฆ์ในชีวิตประจำวัน”    มีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

             บทที่ 4  การประเคนพระ

             วิธีประเคน  

             ชาย  นั่งคุกเข่าหรือยืนตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์ ยกสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้างให้พ้นจากพื้น ส่งถวายถึงมือพระ ไม่เสือกไสไป

             หญิง  นั่งท่าราบหรือท่าเทพธิดา  หรือยืนตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์ ยกสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้าง สังเกตว่าพระจับชายผ้าที่ทอดรับประเคนอยู่จึงจะวางสิ่งของนั้นลงบนผ้าที่รับประเคน ( ใช้บาตรหรือจานรับก็ได้ )   ภัตตาหารทุกชนิดที่ประเคนแล้วหากฆราวาสไปจับต้องอีกถือว่าขาดประเคน จะต้องประเคนใหม่

             เมื่อประเคนเสร็จแล้ว ทั้งหญิงและชาย ต้องน้อมตัวยกมือไหว้ 1 ครั้ง โดยให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว และน้อมตัวลงค่อนข้างมากเป็นอันเสร็จพิธีการประเคนพระ   เมื่อประเคนเสร็จจะลาพระ  ถ้านั่งกับพื้นให้กราบเบญจางคประดิษฐ์  3  ครั้ง

             ( ขึ้นชื่อว่าอาหารทุกอย่างพระจะหยิบฉันเองโดยไม่มีผู้ประเคนไม่ได้ ถ้าทำต้องอาบัติ )

             ข้อพึงระวัง
             - อาหารคาวหวาน หรือเครื่องไทยธรรมประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ผลไม้ อาหารแห้งเช่น ข้าวสาร น้ำตาล อาหารเครื่องกระป๋อง เช่น นม กาแฟ   สิ่งของเหล่านี้ต้องถวายภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ถ้าเลยเที่ยงวันไปแล้ว พระรับประเคนไม่ได้ ต้องอาบัติโทษตามพระวินัย ถ้าจะถวายหลังเที่ยงแล้วทำได้โดยเพียงแต่แจ้งให้พระภิกษุทราบ ไม่ต้องมีการประเคน แล้วนำสิ่งของไปมอบกับผู้ดูแลพระเพื่อนำถวายท่านในวันต่อไป

             - ของใช้ต่าง ๆ ไม่ต้องประเคน เพียงแต่วางมอบเท่านั้น เช่น กระโถน แก้วน้ำ ช้อนซ่อม จานหรือชามเปล่า
             - น้ำผลไม้ที่ผลมีขนาดใหญ่กว่าผลมะตูมทุกชนิด ไม่ควรนำไปประเคนพระในเวลาเลยเที่ยง เช่นน้ำมะพร้าว   นอกจากนี้ในเวลาเลยเที่ยง พระในนิกายธรรมยุตจะไม่ฉันน้ำบางประเภท ผู้ถวายจึงไม่ควรนำไปประเคนท่าน เช่น นมสด นมเปรี้ยว น้ำเต้าหู้  เป็นต้น
             - เนื้อดิบ เช่น หอยนางรม กุ้งแช่น้ำปลา เป็นต้น  ห้ามนำไปประเคน ถ้าภิกษุฉัน ต้องอาบัติ
             - ผลไม้ที่มีเมล็ดอยู่ข้างใน อาจนำไปเพาะขึ้นเป็นต้นได้ เช่น มะม่วง เงาะ หรือเง่าที่ปลูกขึ้น เช่น เผือก มัน เป็นต้น  ถ้าจะนำมาถวายพระควรปอกเปลือก แคะเมล็ดออกเสียก่อน

 

             บทที่ 5  การสวดมนต์ไหว้พระและพิธีสงฆ์ในชีวิตประจำวัน  ( บทสุดท้าย )

             วิธีอาราธนาศีล
             - ถ้าเป็นพิธีสวดมนต์เย็น  ให้อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร

             - ถ้าเป็นพิธีเลี้ยงพระ พิธีถวายทานทุกอย่าง ให้อาราธนาศีล
             - ถ้าเป็นพิธีเทศน์
                ถ้าเทศน์ต่อจากสวดมนต์ ตอนสวดมนต์ไม่ต้องอาราธนาศีล แต่เริ่มต้นด้วยการอาราธนาพระปริตร  ตอนพระขึ้นเทศน์ อาราธนาศีล รับศีล แล้วอาราธนาธรรม
                ถ้าพิธีสวดมนต์กับพิธีเทศน์ไม่ได้ต่อเนื่องกัน ให้ถือว่าเป็นคนละพิธี ตอนสวดมนต์ก็อาราธนาศีลและอาราธนาพระปริตร ตอนเทศน์ก็เริ่มต้นด้วยการอาราธนาศีลก่อน จบรับศีลแล้วอาราธนาธรรม

             - พิธีสวดศพต่าง ๆ เช่นสวดแจง สวดพระอภิธรรม เป็นต้น ถ้าไม่มีพิธีอื่นนำหน้าให้อาราธนาศีลก่อน ถ้ามีพิธีอื่นนำหน้าแล้วไม่ต้องอาราธนาศีล

             ( ในงานบำเพ็ญบุญทั่วไป และงานมงคล พอพระเริ่มสวดมงคลสูตรขึ้นบท “อเสวนา”  เจ้าภาพจะเข้าไปจุดเทียนน้ำมนต์ที่บาตรหรือครอบน้ำมนต์หน้าพระ แล้วประเคนบาตรหรือครอบน้ำมนต์นั้นต่อประธานสงฆ์เพื่อให้ท่านทำน้ำมนต์ต่อไป ประเคนแล้วกราบ 3 ครั้ง

               เมื่อพระสวดมนต์จบ หากมีการเทศน์ต่อ ประธานในพิธีจะจุดเทียนบูชาธรรมวางไว้ทางขวามือของธรรมมาสน์ พิธีกรกล่าวอาราธนาธรรม ต่อจากนั้นพระจะเทศน์ทุกคนฟังเทศน์โดยนั่งประนมมือ เมื่อพระเทศน์จบเจ้าภาพจะประเคนจตุปัจจัย เครื่องไทยธรรม ต่อจากนั้นพระสงฆ์จะอนุโมทนา ขณะที่พระว่าบท “ยถาวาริวหา……”  เจ้าภาพจะเริ่มกรวดน้ำ ให้กรวดน้ำให้เสร็จก่อนจบบทยถาที่คำว่า “……มณิโชติรโส ยถา” เจ้าภาพวางภาชนะสำหรับกรวดน้ำลง พอพระขึ้นบท “สัพพีตีโย วิวัชชันตุ……” ทุกคนประนมมือขึ้นพร้อมกันเพื่อรับพร จนพระสวดจบทุกคนถ้านั่งกับพื้นให้กราบพระพร้อมกัน 3 ครั้งด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เป็นอันเสร็จพิธี )

 

             คำอาราธนาศีล 

             มะยัง  ภันเต  วิสุง วิสุง  รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ  สะหะ  ปัญจะสีลานิ  ยาจามะ ,
             ทุติยัมปิ  มะยัง  ภันเต  วิสุง วิสุง  รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ  สะหะ  ปัญจะสีลานิ  ยาจาม,
             ตะติยัมปิ  มะยัง  ภันเต  วิสุง วิสุง  รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ  สะหะ  ปัญจะสีลานิ  ยาจามะ,
             คำแปล
             ข้าแต่ท่านผู้เจริญ,  ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอศีล 5 พร้อมทั้งไตรสรณคมน์เพื่อรักษา 

             แม้ครั้งที่ 2 ……….,
             แม้ครั้งที่ 3 …………..
             ( ถ้าคนเดียวให้เปลี่ยนคำว่า “มะยัง” เป็น “อะหัง” “ยาจามะ” เป็น “ยาจามิ”    ถ้า ศีล 8 ( ศีลอุโบสถ ) ให้เปลี่ยน “ปัญจะ” เป็น “อัฏฐะ”
             คำอาราธนาธรรม   ( ใช้อาราธนาพระแสดงธรรมและสวดงานอวมงคล เช่นงานศพ เป็นต้น )
             พรัหมา  จะ  โลกาธิปะติ , สะหัมปะติ,

             กัตอัญชลี  อันธิวะรัง  อะยาจะถะ,
             สันตีธะ  สัตตาปปะระชักขะชาติกา,
             เทเสตุ  ธัมมัง  อะนุกัมปิมัง  ปะชัง ฯ
             คำแปล
            
ท้าวสหัมบดี  ผู้เป็นอธิบดีแห่งโลก,  ได้ประคองอัญชลี,  ทูลวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า,  สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ในโลก,  ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์ด้วยเถิด
             คำอาราธนาพระปริตร   ใช้อาราธนาพระเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลต่าง ๆ ( ปริตร คือเครื่องป้องกันภัยทุกชนิด )
             วิปัตติปะฏิพาหายะ      สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
             สัพพะทุกขะวินาสายะ  ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง
             วิปัตติปะฏิพาหายะ      สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
             สัพพะภะยะวินาสายะ  ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง
             วิปัตติปะฏิพาหายะ     สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
             สัพพะโรคะวินาสายะ ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง
             คำแปล
             ขอพระคุณเจ้าโปรดสวดพระปริตรอันเป็นมงคล,  เพื่อป้องกันความวิบัติ,  เพื่อสำเร็จสมบัติทุกประการ,  เพื่อให้ทุกข์ ภัย โรค อันตรายใด ๆ ทุกชนิด,  จงพินาศสูญไป

             การบูชาพระ

             การบูชาพระเมื่อตื่นนอน ก่อนเดินทางออกจากบ้าน ก่อนนอน ทุกวันพระหรือวันธรรมสวณะ ในคราวที่เดือดร้อนใจ หรือก่อนที่จะประกอบกิจการที่สำคัญ หรือการตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ   จะมีการบูชาพระรัตนตรัย  ทั้งเป็นกิจวัตร และเป็นกรณีพิเศษ โดย   อาบน้ำแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อยก่อน  
             เรื่องการจุดธูปเทียนเพื่อบูชาพระ ปัจจุบันมีธูปเทียนไฟฟ้าเพื่อความสะดวกและปลอดภัยจากอัคคีภัยในกรณีหลงลืมไม่ได้ดับธูปเทียนหลังจากบูชาพระแล้ว ซึ่งมีผู้สงสัยว่าถูกต้องหรือไม่นั้น   การบูชาด้วยไฟเป็นคติของพราหมณ์แต่โบราณ พระพุทธเจ้าจึงอนุโลมให้ใช้ไฟในการบูชา   สามารถใช้ธูปเทียนไฟฟ้าตามความเหมาะสม หากอยู่ในภาวะรีบเร่งจะไปทำงานเกรงจะหลงลืมและเกิดอันตราย ให้ใช้สิบนิ้วพนมต่างธูปเทียนและดอกไม้ก็ยังได้

             วิธีปฏิบัติในการกรวดน้ำ

             1)  การกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล  ใช้ทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล คือเมื่อมีการทำบุญเลี้ยงพระ ในงานใดก็ตาม จะมีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเสมอ และแม้ไม่มีงานพิธีใด ๆ เมื่อเราบำเพ็ญทานเช่นการตักบาตรพระสงฆ์ เมื่อเสร็จจากการทำบุญตักบาตรก็ควรที่จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย
             2)  น้ำที่ใช้กรวด ต้องเป็นน้ำใส สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งเจือปน เปรียบเสมือนน้ำใจอันบริสุทธิ์
             3)  ถ้าผู้กรวดน้ำนั่งอยู่กับพื้นควรนั่งพับเพียบจับภาชนะสำหรับกรวดด้วยมือทั้งสอง แล้วรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย ไม่นิยมใช้นิ้วมือรองรับสายน้ำนั้นอีก ยกเว้นถ้าภาชนะกรวดน้ำปากกว้าง เช่นเป็นแก้วหรือขันน้ำ ให้ใช้นิ้วซ้ายแตะปากภาชนะให้น้ำไหลลงเป็นสายทีละน้อยโดยไม่ขาดตอน ขณะรินน้ำให้สำรวมใจอุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับสั้น ๆ ว่า “อิทัง  เม  ญาตีนัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  ญาตะโย” แปลว่า “ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข” โดยนิยมเอ่ยชื่อ นามสกุลของญาติผู้ล่วงลับที่ประสงค์จะอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย   หากจำภาษาบาลีไม่ได้จะกรวดน้ำเป็นภาษาไทยก็ได้   ผู้ร่วมพิธีที่ไม่ได้ใช้ภาชนะกรวดน้ำเพราะมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับแขกทุกคน ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลโดยอธิษฐานในใจสั้น ๆ
              4)  การกรวดน้ำจะรินลงบนพื้นดินโดยตรงก็ได้ ถ้าอยู่บนศาลาหรือสถานที่ที่ใช้ภาชนะอื่นรองรับน้ำกรวดไว้ หลังจากเสร็จพิธีให้นำน้ำไปเทลงที่กลางแจ้ง หรือพื้นดินที่สะอาด หรือเทรดต้นไม้นอกอาคาร ขณะเทน้ำให้อธิษฐานฝากแม่พระธรณีเป็นสักขีพยานในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งนั้น
             การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลจะได้บุญอีกข้อหนึ่งคือ ปัตติทานมัย นับว่าเป็นบุญกุศลเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้น ผู้ฉลาดจึงควรกระทำเพราะจะยิ่งทำให้จิตใจเกิดปีติ   บุญเป็นสิ่งที่ยิ่งแบ่งยิ่งมาก เปรียบเหมือนแสงเทียนถ้าจุดต่อ ๆ กันไปยิ่งจุดมากเล่มเพียงใด ก็จะยิ่งเกิดแสงสว่างมากขึ้นไม่หมดไปเหมือนกับการแบ่งปันสิ่งของอื่น   การกรวดน้ำจะเป็นการแบ่งหรืออุทิศส่วนกุศลไปให้คนตายหรือคนที่ล่วงลับ  ถ้าจะแบ่งบุญให้คนที่มีชีวิตอยู่ทำได้โดยบอกข่าวให้เขาทราบถึงบุญกุศลที่เราได้ทำมา ถ้าเขาอนุโมทนาเขาก็จะได้รับส่วนแบ่งแห่งบุญนั้นทันที


             ครูและผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำของชุมชนหากมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศาสนพิธี สามารถปฏิบัติ และให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นได้  ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมไทย


 

         2.  เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ในการประชุมผู้บริหาร กศน. และ 30 ต.ค.54 ในการประชุมครูอาสาสมัครฯ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน  ท่านเลขาธิการ กศน. ประเสริฐ บุญเรือง พูดในการประชุมผู้บริหาร กศน.เมื่อ 28 ต.ค. ว่า ให้ชาว กศน.ทุกคนร่วมใจช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต ที่สอดแทรกสาระให้ กศน.ตำบลเป็นสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้ กศน.มีสถานศึกษาเกือบหมื่นแห่ง สิ่งที่จะตามมาคือมีข้าราชการประจำ กศน.ตำบล ที่คนกศน.ก็ต้องมาสอบแข่งกันเข้าลู่นี้อีกที
             ส่วนการประชุมครูอาสาฯเมื่อ 30 ต.ค.  ครูอาสาฯ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ ไม่สามารถเดินทางไปเข้าอบรมครั้งนี้ได้เพราะน้ำท่วม  มีผู้ที่ไปเข้าอบรมเช่น ครูประยงค์ อ.บางละมุง, ครูขวัญเรือน อ.ภาชี และคนอื่น เล่าประเด็นการอบรมว่า
             - เป็นการตำหนิอย่างสุภาพ ที่ ครูอาสาฯกลุ่มหนึ่งไปเข้าพบ รมต.ศธ. เรื่องบทบาทครูอาสาฯและขอให้ครูอาสาฯเป็นข้าราชการโดยการประเมินฯแทนการสอบ    ท่านเลขาธิการ กศน.ให้ครูอาสาฯบางคนแสดงความเห็น  และท่านบอกว่าเราอยู่ภายใต้กฎหมาย จะเรียกร้องตามใจไม่ได้ (ท่านเลขาฯ ไม่เคยทอดทิ้งครูอาสาฯ )  จะเป็นข้าราชการต้องสอบ แต่อาจสามารถขอประเมินคัดเลือกในส่วนของกลุ่มที่มีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป    บทบาทครูอาสาฯทำหน้าที่ในสำนักงาน กศน.อำเภอ และทำหน้าที่ผู้ตรวจการ (นิเทศ) กศน.ตำบล เช่นนิเทศติดตามการจัดการศึกษาอาชีพแบบใหม่ให้มีงานทำ ให้ครูอาสาฯประสานงานจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพชุมชน  โดยจะคัดเลือกผู้ที่ทำงานดี อำเภอละ 3 คน ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ   
             - แต่ครูอาสาฯก็ต้องสอนขั้นพื้นฐานภาคเรียนละ 30 คนด้วย เพราะกำหนดไว้ในการจ้างให้มีตำแหน่งครูอาสาฯ  ( จะทำหนังสือเน้นย้ำเรื่องบทบาทหน้าที่ครูอาสาฯ อีกครั้ง )
             - ขอให้ครูอาสาฯ ทุกคนช่วยผลักดัน พรบ.การศึกษาตลอดชีวิต ให้ผ่านให้ได้
             - การไปช่วยเหลือน้ำท่วม เช่น ที่หน้ากระทรวงฯ หน้าทำเนียบฯ รับเพิ่มอีก ต้องการผลัดเปลี่ยนคนเก่าไปพักบ้าง แต่ละคนได้ค่าที่พักวันละ 800 บาท เบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาท ใครอาสาให้ส่งรายชื่อผ่านจังหวัด ( ส่วนกลางทำเสื้อสีชมพู เขียนคำว่าอาสาสมัคร กศน.ด้านหลัง แจกคนละ 2 ตัว )
             - พนักงานราชการ อายุ 60 ปี ไม่จำเป็นต้องเกษียณ สามารถทำสัญญาจ้างต่อได้ครั้งละ 4 ปี

             ( สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวผม คิดว่า การประเมินคัดเลือกแทนการสอบ จะมีปัญหาวิ่งเต้นเส้นสายมาก ผู้ที่ไปเรียกร้องให้ประเมินฯแทนการสอบเองก็อาจจะไม่ผ่านการประเมินฯ และจะมีปัญหาร้องเรียนฟ้องร้องตามมามากมายวุ่นวาย   แม้แต่ สพฐ.ขณะนี้ยังสั่งยกเครื่องการสอบบรรจุทั้งหมดโดยให้ส่วนกลางออกข้อสอบแทนเขตพื้นที่ฯ เพราะมีปัญหามาก )