เขาคือ "หนอนผีเสื้อ" ที่พร้อมจะเติบโตเป็น "ผีเสื้อ" ที่สวยงามต่อไป

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ ๒ ของภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๔

ผมวางกระบวนการเรียนการสอนในวิชาหลัก ๆ ไว้เกือบหมดแล้ว คงเหลืออีก ๒ วิชาซึ่งเป็นวิชาใหม่ที่ยังมีข้อมูลไม่พอที่จะเตรียมการได้สมบูรณ์นัก ... อยากจะขอเล่าข้ามกระบวนการแรก ๆ มาก่อน เดี๋ยวไว้ค่อยย้อนเล่าในบันทึกต่อจากนี้นะครับ

 

 

 

 

เทคนิคหนึ่งที่ผมเลือกใช้เพื่อ "ค้นหาตัวตน" ของนักศึกษา คือ Resume หรือ ประวัติส่วนตัว ผมได้ออกแบบแบบฟอร์มประวัติส่วนตัวให้เด็กได้กรอกข้อมูลเพื่อส่ง แต่มันไม่ได้เป็นประวัติส่วนตัวธรรมดา แต่มีคำถามเกี่ยวกับการให้เขาได้ทบทวนตัวเองเรื่องลักษณะการใช้ชีวิตของตัวเองในปัจจุบัน และอนาคตที่เขาคาดหวัง เรียกว่า "แอบแฝง" เอาไว้สำหรับการวิเคราะห์ความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนก่อนเริ่มเนื้อหา และกำหนดเวลาส่งงานไว้เพียง ๑ คืนเท่านั้น หากใครไม่ส่ง ก็มีแนวโน้มว่า จะถอนรายวิชานี้ออกไป (ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่ไม่แคร์มากนัก คือ วิชานี้ผมสอนคนเดียว ต่อให้เขาวิ่งหนีไปเรื่อย ๆ ยังไงก็ต้องโดนเข้าสักวันหนึ่งอยู่ดี)

ที่นี้บังเอิญไปอ่านความรู้สึกของเด็กอยู่คนหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า อืมม ไม่ค่อยเห็นคนที่เพียงเริ่มต้นเรียนกับผมมาได้เพียง ๒ ครั้งคิดได้แบบนี้ จึงนำมาแบ่งปันกันครับ

 

 

คำถามเกี่ยวกับ "ความคาดหวัง"

 

 

ความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนวิชา "สื่อทางไกล"

ดิฉันอยากได้ความรู้เกี่ยวกับสื่อทางไกลที่ใช้ในการศึกษา และอีกอย่างดิฉันทึ่งในอาจารย์ผู้สอน ดิฉันคิดว่าอาจารย์จะสอนพวกเราให้มีความเป็นครู มีความเป็นคนอย่างแท้จริง

ในตอนแรกดิฉันลังเลใจว่า จะเรียนต่อหรือย้าย แต่ดิฉันคิดดูดีดีจึงได้ข้อสรุปว่า

"ทำไมเวลาเราเจอครูดีดีเคร่ง ๆ อยากให้ความรู้ และสอนครูให้เป็นครู แล้วทำไมเราจึงอยากเดินหนีแล้วไปหาอาจารย์ที่ให้เกรดง่ายสอนง่าย ๆ โดยไม่สนว่า เราจะเป็นคนเช่นใด นี่แสดงว่า ถ้าเราแสวงหาอาจารย์ประเภทนั้น แสดงว่า เราก็จะเป็นครูเช่นนั้นในอนาคต"

ความรู้ + ความเป็นครู คือ สิ่งที่ดิฉันคาดหวัง

 

(ผมรู้สึกทึ่งในสิ่งที่เขาเขียนมาเช่นกัน เพราะนั้นคือสิ่งที่ผมอยากบอกเขา แต่ด้วยเทคนิควิธีการต่าง ๆ จะไม่สามารถบอกตรง ๆ ได้ ทุกอย่างเป็นการวัดใจและลองใจก่อนการถอนรายวิชาทั้งนั้น)

 

 

ความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อการประกอบอาชีพ "ครู" ในอนาคต

อยากเป็นครูที่ดีและมีความรู้ที่แน่น จะได้ไปสอนเด็ก ๆ ถูก ถ้ากลับไปสอนหรือไปเป็นครูบนดอยน่าจะสนุก จะได้สอนเด็ก ๆ และเป็นการสัมผัสชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ และอยู่กับเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสา แต่ก็ติดตามหาความรู้เพิ่มเติมสม่ำเสมอ

ดิฉันคิดว่า มีครูน้อยคนที่อยากไปอยู่บนดอย บางคนไปอยู่เพราะอยากบรรจุ แต่น่ายกย่องสำหรับบางท่านที่ไปด้วยใจจริง ๆ

 

(มุมมองของนักศึกษาครู ปี ๓ น่าสนใจทีเดียวว่า เขาไม่ได้เรียนรู้เฉย ๆ แต่มีความรอบรู้มากเช่นกัน มันเป็นภาพสะท้อนของสอบครูในปัจจุบันที่ชัดเจน)

 

 

ความใฝ่ฝัน / เป้าหมาย / จุดมุ่งหมายในชีวิตของตัวนักศึกษาที่วางไว้ในอนาคต

ความเป็นจริงแล้วดิฉันมีความฝันมากมายที่อยากทำ ใจหนึ่งดิฉันอยากทำธุรกิจส่วนตัว อีกใจหนึ่ง ดิฉันอยากเป็นครู ซึ่งดิฉันจะค้นพบตัวเองมากขึ้นโดยการทดลองสอน แต่ดิฉันจะเป็นครู แต่ครูบนดอย เรียนให้จบในปี 2556 จากนั้นสอบวิชาชีพให้ได้ ต่อจากนั้นสอบบรรจุ จากนั้นไปสอนบนดอยอีก 2 ปี จากนั้นไปเรียนต่อต่างประเทศ (ใฝ่ฝันไว้) อีก 2 ปี สอนต่อ หลังจากนั้นประมาณอายุ 28 แต่งงาน (ถ้าหาแฟนได้ ถ้าไม่ได้อยู่โสดไปเลย)

 

(ผมตั้งคำถามเอาไว้ เพราะว่าอยากทราบว่า พวกเขาอยากเป็นครูจริง ๆ หรือ ตกกะไดพลอยโจน สอบเข้ามาได้กันแน่ มันวัดสภาพความพร้อมเรียนได้ครับ)

 

 

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมสามารถนำความรู้และความคิดเห็นของนักศึกษามาเขียนไว้เป็นบันทึกได้ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบคอร์ส

เด็กคนนี้มันต้องมีอะไรดี ;)...

ผมจะแอบติดตาม บ่มเพาะ และกล่อมเกลาเขาต่อไปจนจบ

เมื่อจบแล้ว กระบวนการคิดของเขาจะพัฒนาหรือไม่

คงต้องโปรดติดตามกันต่อไปครับ

 

แค่ความรู้สึกแบบนี้ ทำให้การศึกษาไทยดูมีอนาคตมากขึ้น มีคนรับช่วงต่อแล้ว

 

 

เขาคือ "หนอนผีเสื้อ" ที่พร้อมจะเติบโตเป็น "ผีเสื้อ" ที่สวยงามต่อไป

 

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...