ธรรมชาติคือธรรมะ ธรรมะคือสัจธรรม สัจธรรมคือความจริง อะไรเสื่อม ต้นร้ายปลายดี(จริง?)
วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ (ประเทศไทยวันนี้ "โอ้กรุงเทพเมืองฟ้า มหานครแห่งน้ำ")เหตุการณ์น้ำล้างประเทศไทยปีนี้แม้หลายๆคนอาจจะบอก(มอง)ว่ามันแย่ มันเสียหาย มันเลวร้ายทีสุดในชีวิต(แล้วจะโทษใครได้เล่า?) แต่ในมุมมอง(ความรู้สึก)ข้าพเจ้าคนอยู่ในป่ากับต้นไม้(ความรู้น้อย การศึกษาไม่สูงส่ง) กลับคิดในด้านดี อีกมิติหนึ่ง ถึงเวลาพลิกประเทศไทยให้คนในชาติทุกคนจะได้ย้อน(พิจารณา)ตัวเราเอง นึกถึงสิ่งที่เราทำไปเพื่ออะไร(ไม่ใช่ได้อะไร) ถึงเวลารวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกันอนุรักษ์รักษาแผ่นดินเกิดเพราะมันคือที่ยืนของเราทุกๆคน ที่ผ่านๆมาเราให้ความสนใจกับคนพูดคำพูด มากกว่าคนทำ (คนทำแทบตายแต่เวลาได้สบายคือคนพูด-ภาพลวงตา)
การมองข้ามคุณประโยชน์ที่มีในแผ่นดิน(ขุมทรัพย์-ทรัพยากร ดิน น้ำ อากาศ) มุ่งหน้าเพรียกหาแต่คำว่าพัฒนา ความเจริญ (เจริญ-พัฒนาความเสื่อม) ซ้ำร้ายกลับโทษธรรมชาติเสื่อม ศาสนาเสื่อม จริงแล้วคนนั่นแหละเสื่อม. เรามุ่งไปหาความสบายแต่กลับทำลายลมหายใจของตัวเองซึ่งก็คือธรรมชาติ(เดือดร้อน) น้ำหากมี"ป่า"ให้อยู่ก็คงไม่เข้าเมืองมาทวงถามกับมนุษย์เราเช่นนี้ น้ำหากมีมากมนุษย์เราสามารถปรับตัวอยู่ได้เช่นอดีตที่มีคู-คลองไว้สัญจร ไว้เป็นแหล่งอาหาร(กุ้ง หอย ปู ปลา) ไว้เป็นที่อยู่ เรือนแพ. แต่กับคำว่าเจริญของมนุษย์เราแหล่งน้ำยิ่งถมสร้างตึก สร้างบ้านอาคาร (อิฐหินปูนทราย มาจากไหน?แม่น้ำ ภูเขาราวป่า)
การพัฒนา ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไฟฟ้าหาเท่าไหร่ สร้างเขื่อนอีกนับพันก็ไม่มีวันเพียงพอ(คำว่า ความต้องการ จะใช้กับด้านไหน เชื่อว่าไม่ดีซักอย่าง) แสงสีเสียงที่เราใช้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินหมดไปหาใหม่ๆ(ไม่สิ้นสุดความอยาก แต่ธรรมชาติดับสูญ) หากมนุษย์เราใช้สิ่งที่ได้มาอย่างเห็นคุณค่ายิ่ง ธรรมชาติคงไม่โกรธเคืองเช่นนี้ สึนามิ ฝนผิดฤดู แผ่นดินไหว แผ่นดินแยก โคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก จนมาถึงน้ำท่วมใหญ่ในเมืองหลวง เสียงร้องของธรรมชาติที่มนุษย์เราสนใจน้อยไป(รับมามากกว่า คืนให้กับธรรมชาติ) "แต่ต่อนี้ไปข้าพเจ้าเชื่อว่า คนไทยเราจะหันมาใส่ใจลงมือปฎิบัติกับธรรมชาติ อย่างเคารพและเห็นคุณค่ากว่าที่เป็นมา และให้ความสำคัญกับคนทำเลิกสนใจคนพูด เชื่ออย่างนั้น
"น้ำลด ตอผุด" (ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน)
เพราะเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุ จึงย่อมมีผลที่ตามมา ศาสนาไม่เคยเสื่อมถอยไปไหนแต่ใจคนเสื่อมถอยออกห่างหลักปฏิบัติ ธรรมะที่ทรงประกาศไว้ไม่ได้ห้ามให้ใครปฏิบัติก่อนหรือหลัง ทุกคนมีสิทธิทำได้เท่าเทียม ต่างกันที่ทำมากหรือน้อย ไม่ได้ห้ามให้พระสงฆ์ทำก่อนคนอื่นๆทำทีหลัง(แต่แบ่งที่สถานะ และหน้าที่ หลักปฎิบัติ "ธรรมนองคลองธรรม")
มนุษย์เราที่ปฎิบัติได้แค่ศีล๕ ศีล๘ข้อ แต่ตำหนิติเตียน(คอยจับผิด) พระสงฆ์ ศีล227ข้อ(อะไรเสื่อม?)
ท้ายที่สุดข้าพเจ้าขออนุญาต นำบทความบางตอนจากหนังสือ"ใครๆก็สุขได้"ของท่าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มาเพิ่มเติมฝากผู้อ่านทุกท่านค่ะ
"น้ำในแม่น้ำ"
น้ำในแม่น้ำจะพยายามไหลลงสู่ทะเลตลอดเวลา ถึงแม้บางครั้งจะต้องโค้งไปโค้งมา แต่ในที่สุดก็จะถึงทะเล มนุษย์เราก็ต้องพยายามเดินก้าวหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต จงอย่าท้อถอย และที่สำคัญแม่น้ำนั้นมีอยู่มากมาย แต่ในที่สุดก็จะไหลลงสู่ทะเลเดียวกัน น้ำในแม่น้ำ ในที่สุดก็จะเป็นมหาสมุทรแยกกันไม่ออก ศาสนาในโลกมีหลายศาสนา แต่แนวทางของศาสนาทุกศาสนาก็จะนำเราไปสู่ความจริงเดียวกัน.
รู้ไม่รู้ก็คงต้องยอมรับความจริงกันค่ะ เพราะได้เกิดขึ้นแล้วนี่คือผล เหตุนั้นเกิดที่คนทำเองจึงต้องเจ็บเอง หากแค่นี้ยังไม่รับ-รู้ เชื่อว่าธรรมชาติจะจัดหนักยิ่งกว่านี้อีก....ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณคะ
ประวัติศาสตร์มนุษย์ บอกเราว่า เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดคะ
..
หากมองย้อนกลับไป
เราแปลกใจว่า ทำไมบรรพบุรุษเรา
เสียเลือดเนื้อ ทำสงครามเพียงเพื่อแย่งชิงอำนาจ
คนทำพิธีบุชายัญเพื่อให้หายจากโรคร้าย..
นี่ก็เช่นกันเราได้เรียนรู้ว่า อันตรายเมื่อพยายามเอาชนะธรรมชาติ
ควรปรับตัวสร้างความสมดุล อยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันดีกว่า
ขอบคุณค่ะคุณหมอ ในวันนี้ที่ธรรมชาติและเวลาเดินทางมาถึงจุดที่ คน สัตว์ ต้นไม้ ต่างได้รับรู้ว่าโลกใบนี้ต้องอยู่อย่างเกื้อกูลปฏิสัมพันซึ่งกันและกัน(โดยเฉพาะมนุษย์เรา) วันนี้ธรรมชาติย้ำเตือนให้มนุษย์เราได้ตระหนัก(จดจำไว้) ตรงที่ ไม่ว่ายุคไหนๆเวลาจะล่วงผ่านไปเท่าไหร่ มนุษย์เราต้องเป็นฝ่ายที่จะต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช่การบังคับให้ธรรมชาติเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหามนุษย์เรา. มนุษย์เราจึงจะอยู่รอดปลอดภัย(ไม่หนักหนาสาหัสอย่างเช่นวันนี้) สามัคคี(ทำดี)เราอยู่.....