สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลังกาย แต่ถ้าเราไม่มีวินัย ไม่รู้จักแบ่งเวลาให้ตัวเอง บางทีการจ่ายเงิน อาจจะเป็นอีกทางเลือก (ที่ดี) สำหรับบางคน เพราะจะรู้สึกว่า เงินที่หามายาก จะจ่ายอะไรก็ต้องคุ้ม เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่นี้ ฉะนั้น ใช้เงินได้คุ้ม ผลลัพธ์ คือ สุขภาพที่ดี (กว่าเก่า) ก็โอเคนะ

      มีเรื่องอยากบันทึกไว้ว่าอยู่ดี ๆ วันหนึ่งก็เดินไปให้เขาหลอกให้เราจ่ายตังค์เดือนละตั้งพันกว่าบาทเป็นเวลาหนึ่งปี....

      แต่อย่าคิดนะว่าจะยอมให้เขาได้ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ด้วยความรู้สึกว่า หลอกเรามาได้ เราก็จะต้องทำอย่างไรให้เงินที่จ่ายไปคุ้มค่ามากที่สุด..

      ไอ้ที่ว่าโดนหลอกให้จ่ายเงินนะไม่ใช่อะไรอื่นหรอก มันคือ การได้รับการชวนเชิญไปทดลองออกกำลังกายในฟิตเนสแห่งหนึ่ง ให้ไปรับบัตรออกกำลังกายฟรี 14 วัน แต่สุดท้ายก็โดนต้อนจากพนักงานขาย และหัวหน้าพนักงานขายจนต้องยอมจ่ายสำหรับการเป็นสมาชิก 1 ปี แต่กว่าการต้อนจะสำเร็จเขาก็คงเอือมระอาไปพอดู เพราะบ่ายเบี่ยงไปต่าง ๆ นา ๆ ขอโน่น ขอนี่ ขอลดราคาเท่าที่จะทำได้ 

       ประเด็นที่ตัดสินใจก็คงเป็นเพราะน่าจะลองมาออกกำลังกายในสถานที่แบบนี้บ้าง  เขาก็ลดราคาให้แล้ว  เขามีของแถมให้บ้าง  และที่สำคัญสมัครไปเหอะรำคาญละตื้ออยู่ได้ แต่ที่สำคัญกว่าก็คิดแล้วว่า พอจะมีกำลังจ่ายอยู่และไม่เกินตัวเกินไป

       หลังจากสมัครแล้วก็ต้องคิดล่ะคราวนี้ เคยเห็นสถานที่ออกกำลังกายแบบมีอุปกรณ์เขาก็คิดค่าบริการครั้งละร้อยกว่าขึ้นไป ทั้งนี้ มีแค่เครื่องออกกำลังกายอย่างเดียว ไม่มีห้องอบไอน้ำ  ไม่มีห้องอาบน้ำ  แต่ที่นี่มีอุปกรณ์หลายอย่าง มีห้องอบไอน้ำ มีห้องอาบน้ำ มีห้องกิจกรรมอีกสองสามห้อง มีผ้าขนหนูให้ใช้สองผืน แค่นี้ก็พอรับได้และคิดว่าน่าจะดีกว่า

       คิดต่อมาว่า ถ้าไม่จ่ายเงินเป็นสมาชิกที่นี่ ปกติเดือนนึงจะได้ออกกำลังกายโดยการไปวิ่งที่สวน หรือออกกำลังกายในห้องที่ กทม. เตรียมไว้ให้ก็น้อย ส่วนมากจะบ่ายเบี่ยงตลอด ไม่ว่างบ้าง ไม่อยากไป เหนื่อยบ้าง และ ฯลฯ  แต่สำหรับที่นี่ จ่ายไปแล้วนี่ ต้องมานั่งหารอ่ะดิว่า จ่ายไปเท่านี้ ต้องไปเล่นกี่วัน ตกวันละเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มทุน (สรุปได้ว่า ต้องไปออกกำล้งกายให้ได้อาทิตย์ละ 4 วัน  ถ้ามากกว่านั้นถือว่าได้กำไร) เมื่อไปแล้วไม่ใช่ว่าจะเดินลอย ๆ เฉย ๆ ต้องเล่นทุกอย่างให้ครบ (วันละอย่างสองอย่าง) เล่นให้คุ้ม เล่นให้เป็น และเล่นให้เกิดผลดีกับตัวเอง  ทำให้รู้สึกว่าต้องมีสัญญากับตัวเองว่า ต้องไปวันไหนบ้าง ไปวันนี้เล่นอะไรได้เท่าไร วันต่อไปต้องเล่นได้เท่าเดิมหรือต้องเพิ่มขึ้น และสังเกตการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอด ฯ

       ตอนนี้ก็เลยคิดว่า เอาล่ะ ไหน ๆ ก็เหมือนจะโดนหลอกให้มา แต่ถ้าเราคิดว่าไม่ได้โดนหลอก แต่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น จริงจังกับการออกกำลังกายขึ้น จริงจังกับเรื่องสุขภาพขึ้นก็จะดีไม่น้อยเลย  และที่สำคัญมีคนข้าง ๆ ก็ตะหงิด ๆ อยากจะสมัครด้วยหลังจากที่ก่อนหน้านี้เหน็บมาตลอดว่า "แหม ทีวันนั้นนะ ไม่อยากจะห้ามหรอก นั่งตาวิ๊ง วิ๊ง เชียว"  ก็บอกตรง ๆ ว่าอยากมาออกกำลังกายในฟิตเนส แบบไม่แพงมาก และสามารถจ่ายไหว  พอตอนนี้เห็นความเอาจริงเอาจังในการออกกำลังกาย บวกกับ การได้มาลองเล่นก็สนใจทำให้อยากสมัครบ้าง  คงอีกไม่นานหรอกจะได้มาเล่นด้วยกันพร้อมกัน และสุขภาพก็จะดีขึ้นเหมือนกัน

       สุดท้ายก็บอกตัวเองได้ว่า การที่เราคิดว่าจะโดนหลอกหรือไม่นั้นก็เป็นมุมมองของแต่ละคน ถ้าโดนหลอกแล้วเราได้อะไรที่ดี ก็ดีนะ  หรือโดนหลอกไปแล้วกลับตัวไม่ทันแล้ว ก็ต้องคิดต่อว่า ทำอย่างไรที่จะพลิกจากวิกฤติเป็นโอกาสของเรา

       ประโยคที่บอกว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลังกาย แต่ถ้าเราไม่มีวินัย ไม่รู้จักแบ่งเวลาให้ตัวเอง บางทีการจ่ายเงิน อาจจะเป็นอีกทางเลือก (ที่ดี) สำหรับบางคน เพราะจะรู้สึกว่า เงินที่หามายาก จะจ่ายอะไรก็ต้องคุ้ม เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่นี้ ฉะนั้น ใช้เงินได้คุ้ม ผลลัพธ์ คือ สุขภาพที่ดี (กว่าเก่า) ก็โอเคนะ