คนเราเกิดมาต่างพบกับความสุข-ความทุกข์
พอ ๆ กับการที่เราได้ทักทายกับพระอาทิตย์และพระจันทร์
โลกมีแง่มุมแห่งความงดงามและความโหดร้ายเสมอ
เราไม่สามารถที่จะพลิกโลกให้กลับด้านได้
เหมือนใช้ข้อมือพลิกนาฬิกาทราย เมื่อเม็ดทรายร่วงหล่นหมดลง
แต่เราสามารถมองเห็นคุณค่าและความงามของสิ่งต่าง ๆ ที่รายล้อมตัวเรา
ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อจมกับความทุกข์นานเกินไป
เพราะสุดท้ายของชีวิตของเราต้องจมอยู่กับพสุธานิจนิรันดร์อยู่แล้ว
นิยามชีวิตของผม คือ...
เกิดมาเพื่อเดินต่อไป...ให้กำลังตนเอง และผู้อื่น
ผมออกมาเยี่ยมบ้านคนตาที่เป็นอัมพาตนานหลายปี
เมื่อก่อนผมหอบความรู้ และความคิดทางทฤษฎีมาเยี่ยมบ้านด้วย
ผมหอบคำว่า...เวรกรรม...คำว่า ...สงสาร....เพื่อให้ชาวบ้านมีความสบายใจที่จะมีชีวิตอยู่ได้
แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลย...เพราะชาวบ้านมีศักยภาพมากมาย และไม่ต้องการให้เราแยก
โลกของชาวบ้าน ออกจาก โลกของหมอ
ก่อนแรกผมรำคาญและโกธรที่ลูกหลานทำไม ? ไม่พาพ่อมาล้างแผลทุกวันที่อนามัย
แผลที่ก้น...ไม่ล้างทุกวัน...เน่า...ลุกลาม...ติดเชื้อ...และก็ตาย
ผมพยายามเป่าหูด้วยวาทกรรมแห่งความกลัวให้ญาติและคนไข้
เมื่อเขาไม่ทำตามเรา...ผมก็คิดว่า...ช่างไม่รู้อะไรเลย และไม่รักตัวเอง
เมื่อเวลาผ่านไป...ผมรู้ว่า...สิ่งที่ผมทำไป
ช่างโง่เขลานัก...เพราะมีเหตุผลที่หลายเหตุผลไม่รู้จัก
ทฤษฎีต้นตำรับ...ที่ผมคิดว่าใช้ได้เหมาโหล...แต่จริง ๆ แล้วปัจเจกบุคคลล้วนมีวิถีต่าง ๆ กัน
ใครจะไม่รักตนเอง...ใครหล่ะที่ไม่กลัวตาย
แต่การมีชีวิตอยู่ต้องเดินต่อไป...บนเส้นทางต่าง ๆ กัน
ภรรยาคุณตาดุลูกสาวหม้ายคนเดียวในบ้านว่า...ทำไมไม่พาพ่อไปหาหมอ
ลูกสาวคุณตาเล่าให้ฟังว่า...มาอนามัยแต่ละครั้งต้องรบกวนชายฉกรรจ์อย่างน้อย 2 คน อุ้มแบกหาม
ต้องหมดเวลาทำมาหากิน...ไปรับจ้างครึ่งวันก็ก็ไร...บ่งบอกว่า...จะเอาอะไรกินประทังชีวิตต่อไป
มีเหตุผลที่ทฤษฎีก็แก้ไขไม่ได้....ผมแอบน้ำตาซึม...ผมช่างโง่เขลานัก และอ่อนแอเหลือเกิน
แต่ลึก ๆ เมื่อเวลาผ่านไป...ผมดีใจว่า...
การที่ผมหลุดเข้าไปในโลกของคนอื่น
...บ่งบอกว่า...ผมยังเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่....
ตอนนี้...ผมให้พี่ อสม. และจิตอาสา มาเอา set และน้ำยาสำหรับล้างแผลไปให้คุณตา
สอนลูกสาวลูกตาล้างแผล....และพี่ อสม. ไปเยี่ยมประจำ
สำหรับผม...หนึ่งหรือสองสัปดาห์ก็ไปดูคุณตา...
ขณะนี้...ผมรู้สึกดี...เพราะคุณตาก็อยู่ในโลกของคุณตาต่อไป
ผมก็ไม่พยายามกระชากโลกคุณตาหลุดลอย...เข้ามาหาโลกของผม
หลังจากผมลาจากคุณตา…
ผ่านเส้นทางเจอชายหนุ่มกำลังทาสีรถอีแต๋น
ไถ่ถามเล่าว่า...นำรถเก่า 4 ล้อ มาประกอบเป็น 6 ล้อ
ซื้อโครงไม้มาประกอบเป็นรถอีแต๋น...แล้วไปจดทะเบียนยานพาหนะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
วันนี้...ซื้อสี...มาทาโครงไม้....เพื่อเตรียมตัว...หลังจากลอยกระทงแล้ว...โรงงานจะเปิดหีบอ้อย
ตัดอ้อย...ขนอ้อย....เตรียมออกนำไปขาย
ห่างจากรถและชายหนุ่มไม่ไกล
เห็นภรรยาของชายหนุ่มยิ้มแย้มพราย....บนตักมีลูกสาวแบเบาะ...แก้มยุ้ย...น่ากอดน่าหอม
ให้กำลังใจสามี...พ่อ....ในการทาสีรถ...
ผมมองเห็นชีวิตที่เดินต่อไปทั้งผม และชีวิตของผู้คนรายล้อมผม
ผ่านยานพาหนะชีวิต...
ต่างคน...ต่างครอบครัว....ต่างมีโลกคนละใบ
แต่แท้จริงแล้ว...พวกเราล้วนอยู่บนโลกเดียวกันต่างหาก....
ขอบคุณค่ะ คำโบราณว่าไว้ "ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน"
ดีจังเลยค่ะ เคยคิดอยากย้ายไปอยู่ สอ. แต่รู้ตัวว่าทำงานไม่เป็น ไม่ถนัด...
จึงได้แต่ยอมจำนนอยู่ที่ยืนเดิม