บันทึกหลังเยี่ยมบ้านวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2554

 

คนเราเกิดมาต่างพบกับความสุข-ความทุกข์ 

พอ ๆ กับการที่เราได้ทักทายกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ 

โลกมีแง่มุมแห่งความงดงามและความโหดร้ายเสมอ 

เราไม่สามารถที่จะพลิกโลกให้กลับด้านได้ 

เหมือนใช้ข้อมือพลิกนาฬิกาทราย เมื่อเม็ดทรายร่วงหล่นหมดลง 

แต่เราสามารถมองเห็นคุณค่าและความงามของสิ่งต่าง ๆ ที่รายล้อมตัวเรา 

ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อจมกับความทุกข์นานเกินไป 

เพราะสุดท้ายของชีวิตของเราต้องจมอยู่กับพสุธานิจนิรันดร์อยู่แล้ว 

นิยามชีวิตของผม คือ... 

เกิดมาเพื่อเดินต่อไป...ให้กำลังตนเอง และผู้อื่น 

 

 

ผมออกมาเยี่ยมบ้านคนตาที่เป็นอัมพาตนานหลายปี 

เมื่อก่อนผมหอบความรู้  และความคิดทางทฤษฎีมาเยี่ยมบ้านด้วย 

ผมหอบคำว่า...เวรกรรม...คำว่า ...สงสาร....เพื่อให้ชาวบ้านมีความสบายใจที่จะมีชีวิตอยู่ได้ 

แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลย...เพราะชาวบ้านมีศักยภาพมากมาย และไม่ต้องการให้เราแยก 

โลกของชาวบ้าน ออกจาก โลกของหมอ 

ก่อนแรกผมรำคาญและโกธรที่ลูกหลานทำไม ? ไม่พาพ่อมาล้างแผลทุกวันที่อนามัย

แผลที่ก้น...ไม่ล้างทุกวัน...เน่า...ลุกลาม...ติดเชื้อ...และก็ตาย

ผมพยายามเป่าหูด้วยวาทกรรมแห่งความกลัวให้ญาติและคนไข้

เมื่อเขาไม่ทำตามเรา...ผมก็คิดว่า...ช่างไม่รู้อะไรเลย และไม่รักตัวเอง

 

 

 

เมื่อเวลาผ่านไป...ผมรู้ว่า...สิ่งที่ผมทำไป

ช่างโง่เขลานัก...เพราะมีเหตุผลที่หลายเหตุผลไม่รู้จัก

ทฤษฎีต้นตำรับ...ที่ผมคิดว่าใช้ได้เหมาโหล...แต่จริง ๆ แล้วปัจเจกบุคคลล้วนมีวิถีต่าง ๆ กัน

ใครจะไม่รักตนเอง...ใครหล่ะที่ไม่กลัวตาย

แต่การมีชีวิตอยู่ต้องเดินต่อไป...บนเส้นทางต่าง ๆ กัน

ภรรยาคุณตาดุลูกสาวหม้ายคนเดียวในบ้านว่า...ทำไมไม่พาพ่อไปหาหมอ

ลูกสาวคุณตาเล่าให้ฟังว่า...มาอนามัยแต่ละครั้งต้องรบกวนชายฉกรรจ์อย่างน้อย 2 คน อุ้มแบกหาม

ต้องหมดเวลาทำมาหากิน...ไปรับจ้างครึ่งวันก็ก็ไร...บ่งบอกว่า...จะเอาอะไรกินประทังชีวิตต่อไป

มีเหตุผลที่ทฤษฎีก็แก้ไขไม่ได้....ผมแอบน้ำตาซึม...ผมช่างโง่เขลานัก และอ่อนแอเหลือเกิน

แต่ลึก ๆ เมื่อเวลาผ่านไป...ผมดีใจว่า...

การที่ผมหลุดเข้าไปในโลกของคนอื่น 

...บ่งบอกว่า...ผมยังเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่....

 

 

 

ตอนนี้...ผมให้พี่ อสม. และจิตอาสา มาเอา set และน้ำยาสำหรับล้างแผลไปให้คุณตา

สอนลูกสาวลูกตาล้างแผล....และพี่ อสม. ไปเยี่ยมประจำ

สำหรับผม...หนึ่งหรือสองสัปดาห์ก็ไปดูคุณตา...

ขณะนี้...ผมรู้สึกดี...เพราะคุณตาก็อยู่ในโลกของคุณตาต่อไป

ผมก็ไม่พยายามกระชากโลกคุณตาหลุดลอย...เข้ามาหาโลกของผม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากผมลาจากคุณตา…

ผ่านเส้นทางเจอชายหนุ่มกำลังทาสีรถอีแต๋น

ไถ่ถามเล่าว่า...นำรถเก่า 4 ล้อ มาประกอบเป็น 6 ล้อ

ซื้อโครงไม้มาประกอบเป็นรถอีแต๋น...แล้วไปจดทะเบียนยานพาหนะที่ถูกต้องตามกฎหมาย

วันนี้...ซื้อสี...มาทาโครงไม้....เพื่อเตรียมตัว...หลังจากลอยกระทงแล้ว...โรงงานจะเปิดหีบอ้อย

ตัดอ้อย...ขนอ้อย....เตรียมออกนำไปขาย

ห่างจากรถและชายหนุ่มไม่ไกล

เห็นภรรยาของชายหนุ่มยิ้มแย้มพราย....บนตักมีลูกสาวแบเบาะ...แก้มยุ้ย...น่ากอดน่าหอม

ให้กำลังใจสามี...พ่อ....ในการทาสีรถ...

 

 

 

ผมมองเห็นชีวิตที่เดินต่อไปทั้งผม และชีวิตของผู้คนรายล้อมผม

ผ่านยานพาหนะชีวิต...

ต่างคน...ต่างครอบครัว....ต่างมีโลกคนละใบ

แต่แท้จริงแล้ว...พวกเราล้วนอยู่บนโลกเดียวกันต่างหาก....