ทุกวันนี้พยายามก้าวเดินตามหลังครู เห็นปรากฏการณ์สรรพสิ่งพุ่งตรงเข้ามาหาท่าน ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังที่เคยเปรยกับครูว่าท่านเหมือน “เป้านิ่ง” ส่วนใหญ่ผู้คนไม่รู้สึกตัว เกิดเป็นแรงกระแทกที่รับรู้ว่า
“ในบางคราครูสะเทือน”
แต่ไม่นานหรอก ครูก็จะค่อย ๆ ประคับประคอง ค่อย ๆยืน แล้วก็
“งดงามใหม่”
งดงามในความหมายไม่ใช่ภายนอก แต่เป็นภายในที่ผลิบาน จนผู้พบพานที่จิตใจดีก็จะรักและชื่นชม แต่เมื่อใดที่ใจมัว ๆ ของผู้พบพานมาเห็นจะเกิดการอิจฉา แล้วก็ทำคล้าย ๆตัวร้ายในละคร คือ หาข้อเสียของนางเอก หรือ สร้างสถานการณ์ให้นางเอกแสนดี ดูร้ายกาจ ทั้งๆแท้ที่จริงไม่ใช่เธอ แปลกแต่จริงบางคราทั้งคนชื่นชมและทำร้ายคือคนๆเดียวกัน แต่คนละขณะ
อันนี้เป็นชีวิตจริงบนเส้นทางแห่งความดีงาม มิใช่ละคร ไม่ได้มีการแย่งชิงตบตีเพศตรงข้าม แต่ดูเหมือนใจมัว ๆ ของตัวอิจฉา อยากได้รับการยอมรับว่า “เธอมีตัวตน”
แต่ครูก็อดทนและเมตตาสงสาร นำพาให้เธอระงับการกระทำที่จะนำพาใจเธอสู่ด้านมืด จับมือเธอเดินออกมาเห็นจิตใจที่ใสสว่างของตนเองอยู่ภายใน
การเดินจับมือของครูที่คนถูกจับคอยสบัด ๆ และเอาหนามแหลมทิ่มแทง ไม่ง่ายเลย
แต่ก็เป็นกำลังใจให้ครูก้าวเดินผ่านไป อย่างอ่อนโยนและเข้มแข็ง
การงานที่ครูทำ ณ ทุกวันนี้ใครหลายคนบอกว่า “สบาย” สำหรับลูกศิษย์แล้วไม่เลย การทำงานกับจิตใจคน หนักหนากว่าการแบกหามของหนัก จิตใจที่เปลี่ยนอยู่เสมอ แล้วเขาเองก็ยุแหย่และทิ่มแทงตนด้วยกิเลสจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา การที่ครูจะเดินไปบอกเขาว่า
“หันมองวิถีชีวิตเธอซิ เธอกำลังทำร้ายตนเองอยู่นะ”
สำหรับผู้มีปัญญา หรือถึงพร้อมแล้ว “ครูสะกิดนิดเดียวก็ไปลิ่ว”
แต่คนส่วนใหญ่ต่างไป
“ครูทั้งสะกิด ทั้งเขี่ย ทั้งเขกหัว ยังมาแว้งกัด หาทางทำร้าย เพราะจิตเขาคิดไม่ดีว่า ครูกำลังปองร้ายเขา หารู้ไม่ว่าครูกำลังออกแรงช่วยเหลือ”
ในฐานะที่เป็นศิษย์ ทำได้เพียงเพียรกับตนเอง “ไม่เพิ่มภาระ แล้วรับใช้ตามกำลัง” เชื่ออย่างยิ่งว่าทุกคนจะดีขึ้น ตามกรรมของเขาเอง
