ผมกลับบ้านที่สันป่าตองทีไร ก็มักได้ยินเสียงดนตรีจากเครื่องเป่าพลิ้วกลมกลืนไปกับเสียงนกและแมลงกลางคืนลอยมาจากบ้านของเพื่อนบ้านของผม เสียงเหมือนเพลงผิวปากในดนตรีประกอบภาพยนต์ขุมทองแมคเคนนาหรือภาพยนต์แนวคาวบอย ต่อมา ภรรยาผมและพ่อแม่ของภรรยา ก็ได้รู้จักคุ้นเคย กระทั่งมีความเป็นเพื่อนบ้าน ได้พออาศัยเป็นเพื่อนแลกฝีมือทำกับข้าวกินกัน ได้พูดคุย และคอยเป็นสภาพแวดล้อมให้ความอุ่นใจกัน

วันหนึ่งก็เลยได้ไปนั่งคุย เลยได้รู้จักกัน เพื่อนบ้านของผมเป็นครอบครัวของคนทำงานศิลปะ สามีทำขลุ่ยดินเผาซึ่งเรียกว่าขลุ่ยโอคารินา(Ocarina) ภรรยาทำตุ๊กตาของที่ระลึกจากกระดาษเปเปอร์มาเช่ ทำขายถนนคนเดินและขายทางอินเทอร์เน็ต

ทั้งสองคนเป็นรุ่นน้องผมหลายปี น้องผู้ชายชื่อด้า และน้องผู้หญิงชื่อนา เป็นลูกหลานคนต่างจังหวัดเหมือนกันกับผม เมื่อเล่นดนตนตรี ทำเครื่องดนตรีขาย และทำงานศิลปะด้วย จึงคุยกันอย่างได้อรรถรสทุกที ผมชอบเสียงเพลงจากโอคารินามาก เลยขอต่อนิ้วเพลงจากด้า พอได้แนวคิดและทางเล่นเพลงบ้างแล้ว ก็เลยขอซื้อมาลองเล่นก่อน ๒ ตัว คีย์ C เมอเจอร์ ๑ ตัว กับ B แฟล็ต อีก ๑ ตัว

ด้าเล่าให้เป็นความรู้ว่า โอคารินามีรากเหง้ามาจากขลุ่ยดินเผา ค้นพบร่องรอยเก่าแก่ที่สุดอายุกว่า ๑๖,๐๐๐ ปี จากวัฒนธรรมของชนเผ่ามายาและกลุ่มพื้นเมืองในทวีปแอฟริกาแล้วก็หายไป ประมาณศตวรรษที่ ๑๕ ก็พบร่องรอยอีกในแถบที่เป็นวัฒนธรรมของอียิปต์ และต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูและแพร่หลายมากขึ้นในวัฒนธรรมของชาวอิตาลี แพร่หลายไปในยุโรปแและอเมริกา ปัจจุบันมีผู้คิดค้นและพัฒนาการเล่นโอคารินา สามารถเล่นเข้ากับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ แพร่หลายไปทั่วโลก

ด้านั้น ชอบและหัดเล่นดนตรีแทบจะทุกชนิด รวมทั้งโอคารินา และให้รู้สึกชอบโอคารินากระทั่งคิดทำด้วยตนเอง ความที่เป็นคนเรียนศิลปะ โดยจบวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย จึงทำให้ด้าหัดทำโอคารินาและเล่นอย่างคุ้นมือ เขาค่อยๆศึกษาและทำโอคารินาอย่างเป็นงานศิลปะ สามารถทำโอคารินาได้หลายขนาดและหลายคีย์ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างไม่มีใครเหมือนทั้งในแวดวงของคนเล่นโอคารินาในและต่างประเทศ

ตอนนี้ผมเลยหัดเล่นโอคารินาได้ ๒-๓ เพลง แต่ความที่ผมเป่าขลุ่ยอยู่บ้าง เลยทำให้เล่นทีไรก็ทำท่าจะออกไปทางอารมณ์เพลงขลุ่ย ต้องเงี่ยหูฟังด้าเล่นทดสอบโอคารินาที่ทำขึ้นอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งมันเหมือนเสียงการลอยพลิ้วจากการผิวปากของคนที่กำลังมีความรื่นรมย์ในชีวิตมาก.