เมื่อตอนอยู่บ้านนอก ชาวบ้านต่างจะรอคอยน้ำหลาก บ้านผมซึ่งอยู่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ด้านเหนือติดกับอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ชาวบ้านจะสื่อสารเรื่องน้ำแบบปากต่อปาก เมื่อน้ำถึงพิษณุโลกและเข้าสู่พิจิตร ก็จะเริ่มประมาณช่วงเวลาที่น้ำจะไหลถึงบ้านหนองบัวได้ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะกินเวลา ๑-๒ วันพระ ชาวบ้านก็จะเริ่มเก็บข้าวของขึ้นร้านยกสูง เอาวัวควายไปผูกไว้บนเนินดิน กองฟางก็กองไว้บนเนินดิน เรือจะเตรียมยาชันและคว่ำให้แห้งพร้อมใช้ได้ตั้งแต่เมื่อช่วงหน้าแล้ง

แต่หากน้ำมาถึงช้ามากกว่าปรกติ ชาวบ้านก็จะเริ่มรวมกลุ่มกันเดินทางวขึ้นไปดูที่บางมูลนาก และขอไขน้ำแบ่งปันกันกับคนที่อยู่พื้นที่ทางเหนือ ให้น้ำได้ไหลลงสู่ทางใต้ก่อนที่กล้าข้าวในนาจะแห้งและตายแล้ง

เมื่อน้ำเริ่มไหลเข้าสู่ผืนนา ซึ่งจะยังห่างจากย่านอาศัย ชาวบ้านต่างก็จะพากันแบกจอบแบกเสียมและมีดพร้า ออกไปเฝ้าเปิดทางให้น้ำไหล  การเปิดทางน้ำให้ไหลผ่านหมู่บ้านกับการไขน้ำเข้าสู่ที่นา จึงเกิดจากการไหลซึมนำไปก่อนของน้ำ เมื่อมีแนวโน้มไปทางไหน ชาวบ้านก็จะใช้จอบเซาะดินและเปิดทางให้ค่อยๆไหลไปทางที่นาและสู่แหล่งที่ต้องการให้น้ำไหลล่องไป จะไม่มีการกั้นน้ำเพื่อบังคับให้น้ำไหลไปในทางที่เราต้องการอย่างเดียว เพราะจะทำให้น้ำหลากไม่ทั่วผืนนาก่อนที่จะไขส่งต่อให้เจ้าอื่นต่อไป อีกทั้งการบังคับทิศทางน้ำ ที่ไม่ใช่การรอเปิดทางน้ำตามการซึมนำหน้าของน้ำนั้น เมื่อน้ำหลากมารวมกันแล้ว ก็จะแรงและเชี่ยวกราก กุมทิศทางไม่ได้ ผมและชาวบ้านเมื่อตอนทำนากันก็ต้องทำอย่างนี้เช่นกัน

ทำนองเดียวกัน เมื่อสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมขังและมีแบบแผนในการไหลหลากอยู่บ้างเหมือนกันนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตามถนนและอาณาบริเวณที่น้ำหลากไปนั้น จะสามราถบอกเราได้ ๒ ประการคือ เหตุปัจจัยต่างมีธรรมชาติที่บอกว่าเขาต้องการไปทางนั้นมากที่สุด เหมือนกับที่ในอดีตก็จะเป็นการซึมตามดินบอกให้ชาวนาช่วยกันใช้จอบเปิดดินไขน้ำเข้านาและส่งต่อกันไปตามลำดับ แต่ ณ เวลานี้ ผู้คนต่างทำในทางตรงกันข้าม คือ ไม่ยอมเปิดทางน้ำ แต่ยิ่งกลับปิดทางน้ำ ซึ่งย่อมหมายถึงช่วยกันสะสมทั้งปริมาณและความแรง ที่พร้อมจะระเบิดพุ่งเข้าทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

ดังนั้น ในกรณีที่จำเป็น ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสียหายให้น้อยที่สุดในย่านที่น้ำบ่าเข้าท่วมและต้องปล่อยถนนทิ้งให้เสียหาย ใช้สัญจรก็ไม่ได้ อีกทั้งละแวกชุมชนโดยรอบก็ต้องปล่อยให้เสียหายไปด้วยนั้น ในย่านที่ใกล้ทะเลดังเช่นกรุงเทพฯและเขตปริมณฑล กับย่านที่ใกล้คลอง เราจะมีทางไหนที่คิดและทำขึ้นมาได้อีก....ถือว่าเป็นการรวบรวมความคิดช่วยกันนะครับ ระดับปัญหามันใหญ่มากเกินไป 

กั้นขอบถนนให้เป็นคลองและทางน้ำ
ส่งน้ำออกสู่ทะเลและแม่น้ำ

ลักษณะถนน

  • ต้องช่วยกันดูว่าน้ำจะหลากไปทางไหน มากกว่าช่วยกันกั้นและเรียกร้องให้หน่วยราชการมาสนองตอบการปิดกั้นน้ำโดยมองแต่จำเพาะหน้าตามจุดย่อยๆ แต่ไม่คำนึงภาพรวม ซึ่งจะยิ่งทำให้มวลน้ำสะสมมากมหาศาลยิ่งกว่าเดิมทั้งปริมาณและความรุนแรง
  • ถนนที่ต้องปล่อยให้ถูกน้ำท่วมอย่างแน่นอน ซึ่งบางส่วนจะต้องเสียหายอยู่แล้ว ดังนั้น นอกจากปล่อยให้เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ จะสามารถดัดแปลงเป็นทางส่งน้ำเพื่อจัดการการไหลของน้ำได้หรือไม่
  • ถนนที่มุ่งไปทางทะเล ผ่านย่านชุมชนลงสู่ทะเล หรือเข้าใกล้ทะเล เข้าใกล้แม่น้ำลำคลอง
  • ถนนที่เชื่อมต่อกันหลายช่วง และสามารถออกแบบการปิดกั้นและเปิดทางน้ำหลาก ให้ไหลส่งต่อเข้าใกล้ทะเล
  • สามารถกันพื้นที่ชุมชนจำนวนหนึ่งไม่ให้ถูกน้ำท่วม หรือลดการท่วมสร้างความเสียหายได้น้อยลง 

 

วิธีกั้นและสร้างระบบจัดการเฉพาะหน้า

  • กั้นขอบถนนสองข้างให้สูงขึ้นเป็นคลองและทางส่งน้ำชั่วคราว เท่ากับขนาดของถนน
  • ถนนทั้งเส้นกลายเป็นลำคลองและทางส่งน้ำ ทอดผ่านย่านชุมชนและแหล่งเรือกสวนไร่นาที่ต้องการลดความเสียหายให้มากที่สุด
  • กรณีถนนขนาดใหญ่ กั้น ๑ เลนและเหลือให้ใช้สัญจร ๑ เลน
  • ติดตั้งเครื่องสูบและเดินน้ำไปบนคอลงและทางส่งน้ำที่สร้างขึ้นชั่วคราวนี้ ส่งต่อกันไปให้ผ่านชุมชนและเข้าใกล้ทะเลกับแม่น้ำให้มากที่สุด
  • ในบางแห่งสามารถส่งเชื่อมต่อออกสู่ทะเลได้เลย
  • ชุมชน บ้าน ย่านเพาะปลูก และย่านธุรกิจสองข้างทาง สามารถสูบน้ำออกจากโดยรอบเข้ามาในทางส่งน้ำนี้ได้มากขึ้น ดีกว่าสูบทิ้งให้ไปท่วมที่อื่นที่ยิ่งจัดการได้ยากขึ้น