ประเด็นที่น่าสนใจในการจัดโต๊ะหมู่บูชา และการจัดธูปเทียนบูชาพระ, เงินเดือนครู กศน.ตำบล และงบดำเนินงาน โอนมาแล้ว, จะได้รับเหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างไรเมื่อไร

สัปดาห์นี้มีเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ ขอเลือกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3 เรื่อง ดังนี้

 

         1. สัปดาหที่ผ่านมา กศน.อ.ผักไห่ปิดทำการเพราะน้ำท่วมเนื่องจากมีความยากลำบาก 2 เรื่อง คือเรื่องการเข้าไปให้ถึงอาคารที่ทำงาน และเรื่องการใช้ห้องสุขา    ผมจึงมีเวลาเรียนวิชา “ศาสนพิธีสำหรับครูและผู้บริหาร” ทางเว็บไซต์ GURU Online ต่อ ในบทที่ 2 เรื่อง “การจัดโต๊ะหมู่บูชา” และบทที่ 3 เรื่อง “การจุดธูปเทียนบูชาพระ”    มีประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

             บทที่ 2  การจัดโต๊ะหมู่บูชา

             เพิ่งมีการจัดโต๊ะหมู่บูชากันในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง   ไม่นิยมตั้งโต๊ะหมู่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะถือว่าเป็นทิศแห่งความดับไม่เจริญรุ่งเรือง   ทางราชการนิยมโต๊ะหมู่ 9 ( ถ้านับโต๊ะฐานรองตัวใหญ่สุดด้วยจะมี 10 ตัว )  โดยมีโต๊ะเดี่ยว ( สูงไม่เท่าตัวอื่น ) 3 ตัว วางตรงกลาง และโต๊ะคู่ 3 คู่ วางสองข้าง    ถ้าวางพานพุ่ม ให้วางพานพุ่มทองไว้ทางขวาพระหัตถ์ของพระพุทธรูป ( ถ้าเราหันหน้าเข้าโต๊ะหมู่ พานพุ่มทองจะอยู่ซ้ายมือเรา )

             นิยมใช้พระพุทธรูปปางมารวิชัย ( ปางชนะมาร : เพื่อป้องกันภยันตราย เสนียดจัญไรทั้งหลาย รักษาคุ้มครองผู้สักการะบูชาให้มีความสุขความเจริญ )  หรือปางประจำวันเกิดของเจ้าภาพ ยกเว้นปางไสยาสน์หรือปางปรินิพพาน )
             งานพิธีต่าง ๆ ของโรงเรียนหรือสถาบัน งานเปิดประชุมสัมมนา งานมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรต่าง ๆ ให้ตั้งธงชาติมุมหลังด้านขวา และตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ด้านซ้ายพระหัตถ์ของพระพุทธรูป กรอบล่างของพระบรมฉายาลักษณ์ไม่ควรสูงกว่าโต๊ะตัวที่ตั้งพระพุทธรูป   งานราชการที่ไม่ต้องตั้งธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์คืองานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯหรือโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์มาในงาน    ส่วนงานที่ไม่ต้องตั้งโต๊ะหมู่บูชา เช่น งานประชุมนานาชาติที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา งานประชุมคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ

             - ธูป 3 ดอก  ใช้บูชาคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  3 ประการคือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณหรือพระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ   ธูปใช้สำหรับเผา เป็นเครื่องเตือนใจเราให้เผากิเลส

             - เทียน  ใช้บูชาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  นิยมจุดครั้งละ 2 เล่มเป็นอย่างน้อย   การจุดเทียนทำให้เกิดแสงสว่าง เมื่อได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์จนเกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาขึ้นแล้ว ย่อมกำจัดอวิชชา ความมืด โมหะ ความเขลาเบาปัญญาในใจของเราให้หมดสิ้นไป   แสงสว่างเปรียบเหมือนปัญญา ความมืดเปรียบเหมือนโมหะ อวิชชา

             - ดอกไม้  ใช้บูชาคุณพระสงฆ์ นิยมใช้ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม   พระสงฆ์เป็นผู้ทรงศีล กลิ่นของศีลเป็นกลิ่นที่หอมทวนลมได้  ดอกไม้เป็นสิ่งสวยงาม เมื่อนำมาจัดใส่พานหรือแจกันจะเกิดความสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น เปรียบเหมือนพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบวชแล้วประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติทางกายวาจางดงามด้วยศีลเสมอกัน เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่น่าเลื่อมใสศรัทธา น่ากราบไหว้

 

             สำหรับการจัดโต๊ะหมู่บูชาเพื่อประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์  ไม่ต้องมีเสาธงชาติ  ไม่ต้องจุดธูปเทียน  แต่มีธูปเทียนแพและกรวยดอกไม้    การถวายสักการะ ให้ถวายคำนับแล้วเปิดกรวยที่ครอบปิดดอกไม้ออกแล้วถวายคำนับอีกครั้ง

 

( แจกันดอกไม้อยู่ด้านหลัง )

 

             บทที่ 3  การจุดธูปเทียนบูชาพระ

             การปฏิบัติตนของประธานพิธี
             1)  ประธานลุกจากเก้าอี้ เมื่อเห็นพิธีกรจุดเทียนชนวนรออยู่ที่บูชา หรือพิธีกรเชิญประธานขึ้นไปยังที่บูชา

             2)  ถอดรองเท้า ยกเว้นเมื่อแต่งเครื่องแบบไม่ต้องถอดรองเท้า หรือในกรณีที่สถานที่เปียกจะไม่ถอดรองเท้าก็ได้
             3)  ยืนหรือนั่งคุกเข่าเพื่อจุดธูปเทียน ถ้าโต๊ะหมู่บูชาสูงมากนิยมยืนจุด
             4)  รับเทียนชนวนด้วยมือขวา จุดเทียนเล่มขวาพระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงจุดเทียนเล่มซ้าย ถ้ามีเทียนตั้งอยู่หลายคู่ จะจุดคู่เดียวคือคู่ที่กระถางธูป หรือจุดทุกเล่มก็ได้ ถ้าจุดทุกเล่ม ให้จุดคู่บนก่อน แล้วจึงจุดคู่ล่างลงมาตามลำดับ โดยจุดเป็นคู่ ๆ จุดเล่มที่อยู่ทางพระหัตถ์ขวาของพระพุทธรูปก่อน ตามลำดับแล้วจึงจุดธูป
                 ( ในการจุดเทียน 2 เล่ม อธิษฐานขณะจุดเล่มแรกว่า “ข้าพเจ้าจะประพฤติปฏิบัติธรรม” เมื่อจุดเทียนเล่มที่ 2 อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะเป็นผู้มีวินัยในตนเอง” )
             5)  จุดธูป ถ้าธูปนั้นชุบน้ำมันไว้แล้วสามารถจุดติดได้โดยง่าย ให้จุดได้เลยไม่ต้องถอนธูปมาจุดกับเทียนชนวน และถ้าธูปชุบน้ำมันปักเรียงดอกอยู่ในกระถางธูปเรียบร้อยแล้ว ก็ให้จุดเรียงทีละดอกได้เลยโดยจุดธูปดอกขวาพระหัตถ์ของพระพุทธรูปก่อน แล้วจุดเรียงดอกไปตามลำดับ ถ้าธูปปักเรียงดอกไว้โดยไม่ชุบน้ำมัน ให้ถอนธูปด้วยมือซ้ายมาจุดกับเทียนชนวน จุดติดแล้วส่งเทียนชนวนคืนให้ด้วยมือขวา  ปักธูปด้วยมือขวาซึ่งมีวิธีปักธูปลงในกระถางธูป คือ
                 แบบที่ 1  ปักเรียงดอกเป็นแถวเดียวกัน 3 ดอกเว้นระยะห่างเท่า ๆ กัน เริ่มจากขวาไปซ้าย ( ขวาพระหัตถ์พระพุทธรูป )
                                ดอกที่ 1 อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะดำรงชีพอยู่ด้วยความมีสติปัญญา” ( ปฏิบัติบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าประการที่ 1 )
                                ดอกที่ 2 อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะดำรงชีพอยู่ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส” ( ปฏิบัติบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าประการที่ 2” )

                                ดอกที่ 3 อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะดำรงชีพอยู่ด้วยความรักและความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ( ปฏิบัติบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าประการที่ 3 )

                                ( แบบที่ 1 เป็นแบบที่นิยมมากที่สุดเนื่องจากไม่ทำให้ไฟที่จุดธูปไหม้ลุกโพลงจนธูปหมดไปอย่างรวดเร็วเกินไป และการบรรจงปักธูปทีละดอกพร้อมกับอธิษฐานในใจ ทำให้กายวาจาใจสงบสำรวมได้ดีกว่า )

                 แบบที่ 2  ปักรวมกันเป็นกระจุกตรงกลางกระถางธูปทั้งสามดอก  ( กรณีที่ธูปมัดรวมกันไว้ทั้ง 3 ดอก ไม่ต้องแกะออกจากกัน )

             6)  กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง บนผ้าปูหรือหมอนรองกราบ ไม่ควรใช้แท่นกราบเนื่องจากจะไม่ได้เบญจางคประดิษฐ์ คือร่างกาย 5 ส่วนสัมผัสพื้น แต่ถ้าตั้งแท่นกราบไว้แล้ว อนุโลมให้กราบบนแท่นกราบได้

             ในกรณีที่มีธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่ด้วย หลังจากกราบพระรัตนตรัยแล้ว การแสดงความเคารพธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์นิยมแบบที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติกำหนดขึ้นใหม่ คือ เมื่อประธานกราบพระรัตนตรัยแล้วลุกขึ้นยืน ถอยหลัง 1 ก้าว แล้วคำนับตรงหน้าที่บูชา 1 ครั้งเท่านั้น ทั้งชายและหญิง ทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยไม่ต้องหันหน้าไปทางธงชาติหรือพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งถือว่าได้แสดงความเคารพต่อธงชาติและพระมหากษัตริย์ไปพร้อมกัน

 

             สำหรับผู้จุดเทียนชนวน   คำนับประธานในพิธี ถ้าประธานถอดรองเท้า ต้องถอดรองเท้าด้วย  แต่ถ้าประธานสวมรองเท้า จะสวมหรือถอดรองเท้าก็ได้ การสวมรองเท้าจะทำให้การนั่งคุกเข่าเวลาส่งเทียนชนวนทำได้ไม่สะดวก  นิยมหงายมือขวาจับใต้เชิงเทียนเพื่อส่งเชิงเทียนให้ประธาน ท่านจะรับเชิงเทียนโดยจับตรงกลางของเชิงเทียนได้โดยสะดวก มือของประธานขณะรับเชิงเทียนอยู่เหนือมือผู้ส่งจึงจะถูกต้องตามระเบียบพิธี
             ถ้าประธานยืน ให้นั่งชันเข่า ถ้าประธานนั่งคุกเข่า ควรนั่งคุกเข่าด้วย ส่งเทียนชนวนให้ด้วยมือขวา มือซ้ายถือไม้ขีดไฟเตรียมไว้ ถ้าเทียนดับให้จุดให้ประธานใหม่ เวลาส่งเทียนชนวน ตั้งเทียนชนวนให้ตรงหรือโน้มปลายเทียนหาตัวเองเพื่อไม่ให้น้ำตาเทียนหยดถูกมือของประธาน แล้วถอยห่างออกมานั่งชันเข่าหรือคุกเข่าแล้วแต่กรณี ประนมมือในขณะที่ประธานจุดธูปเทียน

             เมื่อประธานพิธีจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว รับเทียนชนวนคืนโดยจับที่เชิงเทียนด้านล่างใต้มือประธาน แล้วคำนับประธาน ถ้าเป็นหญิงให้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วดับเทียนชนวน การดับเทียนชนวนให้ใช้กรวยกระดาษหรือกรวยใบตองครอบดับที่เปลวไฟ หรือใช้กล่องไม้ขีดกดทับให้เทียนดับ แต่ไม่นิยมใช้ปากเป่า เสร็จแล้ววางเทียนชนวนไว้ที่โต๊ะฐานรองของโต๊ะหมู่บูชา และถอยห่างออกมา

             ( ถ้าที่ประชุมจัดให้ผู้ร่วมประชุมนั่งกับพื้น เช่นในพระอุโบสถ ให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์พร้อมกับประธาน แต่ถ้าผู้ร่วมประชุมนั่งเก้าอี้ พิธีกรประนมมือในขณะที่ประธานกราบพระรัตนตรัย เมื่อประธานกราบเสร็จจะวันทาอีก 1 ครั้ง ก็วันทาหรือจบพร้อมกับประธาน   ขณะที่ประธานทำความเคารพธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์ ให้นั่งคุกเข่าวางมือไว้ที่หน้าตัก
               ถ้าเป็นงานมงคล เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์หรือสวดถึงคำว่า “อเสวะนา จะพาลานัง”  ต้องจุดเทียนชนวน ให้ประธานจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่งด้วย )

 

             ในส่วนของผู้ร่วมพิธี ( ผู้เข้าประชุมอบรม )

              เมื่อประธานลุกขึ้น เพื่อไปจุดธูปเทียน ให้ทุกคนลุกขึ้นยืนตรง ถ้านั่งกับพื้นผู้ชายให้เปลี่ยนเป็นนั่งคุกเข่าในท่าเทพพนมหรือเทพบุตร  ผู้หญิงเปลี่ยนท่านั่งเป็นท่าเทพธิดาหรือท่าราบ 
              ทุกคนยกมือขึ้นประนมเมื่อประธานจุดเทียนเล่มแรก และประนมมือไว้จนกว่าประธานพิธีจะกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ครบ 3 ครั้ง ประธานยกมือขึ้นวันทา (จบ) 1 ครั้ง ผู้ร่วมพิธียกมือขึ้นวันทา (จบ) พร้อมประธานเพียง 1 ครั้งแล้วเอามือลง รอนั่งพร้อมประธาน   ( ถ้าผู้ร่วมประชุมนั่งกับพื้น ให้กราบพร้อมประธานด้วย )

 

         2. วันที่ 25 ต.ค.54 มีความคืบหน้า ค่าตอบแทนครู กศน.ตำบล โอนมาแล้ว แต่ค่าครองชีพยังไม่โอนมา  ( งบดำเนินงานก็โอนมาแล้ว )
             สำหรับเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการเรียนถามท่าน ผอ.ดิศกุล และ อ.อรนุช กรุณาให้ข้อมูลว่า เบิกจ่ายและไปโอนเงินให้บุคลากรทุกตำแหน่ง ( ที่เคยได้เงินเดือนเมื่อเดือน ก.ย.54 ส่วนผู้ที่บรรจุใหม่ยังไม่ได้ ) พร้อมกัน ที่ธนาคารเมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค. 54 ( วันที่ 27 ต.ค.54 ลองไปถอนเงินดูนะ ธนาคารอาจจะดำเนินการเสร็จแล้ว ) โดย
             - พนักงานห้องสมุดจ้างเหมาบริการ   อ.อรนุช โทร.ถาม ผอ.ทุกอำเภอว่าจ้างใครต่อบ้าง ถ้าจ้างต่อก็เบิกเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารให้แล้ว
             - ครูประจำกลุ่ม ครู ปวช. ครู ศรช.ที่ไม่ได้เป็นพนักงานราชการ โอนให้เท่าเดือน ก.ย.54
             - พนักงานราชการทุกตำแหน่ง รวมทั้งครู กศน.ตำบล โอนให้เท่าเดือน ก.ย.54 แต่ยังไม่มีค่าครองชีพ
             - สำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยา เดือนนี้โชคดี สหกรณ์ไม่หักอะไรเลยแม้แต่ค่าหุ้น เพราะน้ำท่วม จนท.สหกรณ์ทำงานไม่ได้  และก็จะงดหักชำระหนี้เงินกู้ 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิก ( แต่เดือนหน้าจะหักค่าหุ้น )

 

         3. วันที่ 27 ต.ค.54 คุณสาคร มีชัย กศน.อำนาจเจริญ ถามผมในเว็บบล็อกนี้ว่า  “ได้รับเครื่องราช เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (หน้า ๓๑๓ ลำดับที่ ๕๑๔) ไม่ทราบว่ารับเมื่อไหร่อย่างไรครับ”
             ผมตอบว่า   ส่วนที่เกี่ยวข้องมี 3 ส่วน

             1)  ประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชฯ  เป็นหลักฐานว่าทรงพระราชทานฯให้เรา ฉบับใหญ่กว่า A4 มีตราสวยงาม มีพระปรมาถิไธย ( ลายเซ็น ) ในหลวงด้วย  อันนี้จะได้ทุกคน แต่ได้ช้า ถ้าเป็นชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ผ่านไปประมาณ 7 ปีถึงจะจ่าย เมื่อถึงเวลาที่จะจ่ายใบประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชฯ กลุ่มการเจ้าหน้าที่ กศน.จะแจ้งมายังจังหวัดต้นสังกัด ให้ตรวจสอบความถูกต้องของคำนำหน้าชื่อ ชื่อตัว ชื่อสกุล แล้วส่งรายชื่อเพื่อขอรับใบประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ( แบบ คร 2 ) ไปยัง กจ.

             2)  เหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำหรับประดับเครื่องแบบครึ่งยศเต็มยศในวันที่ 5 ธ.ค. ( เสื้อขาวกางเกงกระโปรงดำ ) ต้องส่งคืนเมื่อได้รับเหรียญเครื่องราชฯชั้นที่สูงกว่าในตระกูลเดียวกัน หรือถ้าเสียชีวิตญาติก็ต้องส่งคืน ถ้าอยากเก็บไว้เลยต้องจ่ายเงินแทน โดยเครื่องราชฯของเจ้าหน้าที่รัฐมี 2 ตระกูลคือมงกุฏไทยกับช้างเผือก เราใช้ประดับเพียง 2 เหรียญที่เป็นชั้นสูงสุดของแต่ละตระกูลเท่านั้น )  ระยะหลังจะได้เฉพาะระดับผู้บริหาร/หัวหน้างาน ส่วนผู้ที่ไม่ใช่ผู้บริหาร/หัวหน้างาน ต้องจัดซื้อจัดหาเอง

             ประกาศนียบัตรกำกับและเหรียญตามข้อ 1.- 2. นี้ บางจังหวัดเมื่อได้มาก็จะยื่นต่อให้แต่ละอำเภอแต่ละคนเลย บางจังหวัดบางอำเภอก็ทำพิธีให้แต่ละคนรับพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
             สำหรับผู้ที่ไม่ได้เหรียญสามารถซื้อมาประดับเอง ( ราคาแพง เหรียญละ 1-2 พันบาท ) ได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่รับพระราชทานจากพระหัตถ์

             3)  แพรแถบย่อแทนเหรียญ สำหรับประดับเสื้อสีกากี และชุดปกติขาว ( เสื้อขาวกางเกงกระโปงขาว ใส่วันที่ 12 ส.ค., 23 ต.ค. ) เราต้องซื้อมาประดับเอง ( ผู้บริหารบางจังหวัดบางอำเภอก็ใจดีซื้อแจกเรา แต่ส่วนกลางไม่มีส่งมาให้ ไม่ต้องรอ ) สามารถซื้อประดับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่รับพระราชทานจากพระหัตถ์