"ป๊าสวมใส่เสื้อผ้าราคาถูก เพื่อให้ลูกได้ใส่เสื้อผ้าราคาแพง"

เมื่อคืนนี้ (๒๕ ต.ค.๕๔) หลังจากที่ผมเตรียม PowerPoint สำหรับการ Open Course จนถึงประมาณ ๐๒.๓๐ น. ผมเลือกอ่านหนังสือ "ความรักเท่าที่รู้" ของ "นิ้วกลม" ก่อนนอนต่อจากที่ค้างเอาไว้

บังเอิญได้อ่านตอน "ป๊าสอนด้วยรองเท้า" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าของนิ้วกลมได้เล่าถึง พ่อว่า พ่อสอนลูกอย่างไรในเรื่องของความฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม การเดินตามรอยแฟชั่นด้วยสินค้าราคาแพง ๆ อีกด้านคือ พ่อเสียสละเพื่อลูกได้ทุกอย่าง

ผมจึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีว่า ตอน Open Course ในระหว่างการพูดถึงเรื่อง "การแต่งกาย" ของนักศึกษา ผมจะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เขาฟัง

แหม ตอนนี้เลยอยากให้ฟังเรื่องราวเรื่องนี้เช่นกันครับ ซึ้งมาก

 

 

 

ป๊าสอนด้วยรองเท้า

 

บนพื้นมีแบคทีเรียอยู่กี่ตัว

หยุด ! ไม่ต้องก้มลงไปนับ เพราะกว่าจะนับเสร็จ แบคทีเรียรวมทั้งเพื่อน ๆ เชื้อโรคทั้งหลายคงวิ่งกรูกันเข้ามาตามรูขุมขน เชื่อได้ว่าคงมีเป็นล้าน ๆ ตัว และถ้าปล่อยให้พวกมันมาแบ่งตัว ออกลูกออกหลานสร้างเครือญาติวงศ์วานกันใต้ผิวหนังของเรา ไม่ช้าไม่นานเราคงเวียนกบาลและล้มป่วย

มีอวัยวะไหนบ้างที่ต้องสัมผัสกับพื้น

ในเวลาที่เราตื่น "เท้า" มักจะแตะต้องพื้นอยู่ตลอดเวลา

เพราะเหตุนั้นเราจึงต้องมีสิ่งของมารองใต้เท้าเพื่อป้องกันเท้าของเราจากแบคทีเรียมิให้มันมาตีซี้คลอเคลียฝ่าเท้าและง่ามนิ้วอันผุดผ่องเป็นยองใยของเรา และสิ่งที่มีไว้รองใต้เท้าก็มีชื่อสมกับหน้าที่ของมัน นั่นคือ "รองเท้า"

เท้าคนเรามีสองข้าง แต่มิใช่ว่าทุกคนจะมีรองเท้าสองข้างเสมอไป บ้างมีสี่ มีหก มีแปด และบางคนมีรองเท้าเป็นร้อย ๆ ข้าง!

ครับ, คน-ไม่ใช่กิ้งกือที่มีร้อยขา แต่ก็มีคนที่มีรองเท้าเป็นร้อยคู่อยู่บนโลกจริง ๆ

มีเพียงแค่ร้อยคู่เท่านั้น แต่ละคู่ก็มิใช่ถูก ๆ คู่ละสาม-สี่พันเลยกันไปจนถึงเรือนหมื่น

 

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยอยากได้รองเท้าราคาแพง สมัยที่ดารานักร้องเขาใส่รองเท้าหุ้มข้อหนา ๆ เลยตาตุ่มขึ้นมาห่มแข้ง ผมก็อยากมีสักคู่ไว้แต่งกายให้หรูหราจะได้ไม่น้อยหน้าเพื่อน ผมลากคุณพ่อที่ผมเรียกว่า "ป๊า" ไปที่ร้านรองเท้า ทำตาเศร้าอ้อนวอนเหมือนแมวหิวอาหาร หากก้มลงเลียแข้งเลียขาได้หน้าร้านก็คงทำไปแล้ว ป๊าบอกกับผมว่ามันแพงเกินไป ผมเหลือบไปมองราคา อืม ก็จริงของป๊า รองเท้าคู่ละสี่พันกว่าบาทก็น่าจะเรียกได้ว่าแพง แต่ทำไงได้ ก็มันอยากได้นี่หว่า ป๊าพาผมกลับบ้านมือเปล่า จะว่าไปก็ไม่เปล่าเสียทีเดียว เพราะผมหอบหิ้วความผิดหวังกลับมาแทนรองเท้าคู่เท่คู่นั้นด้วย

 

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ป๊าคงเห็นผมไม่ค่อยกินข้าวกินปลา (หมูเห็ดเป็ดไก่หรือผักก็ไม่ค่อยกิน) ป๊าจึงพาผมไปซื้อรองเท้าที่คลองถม ตอนนั้นมีบางร้านนำรองเท้ามีตำหนิจากโรงงานมาขายลดราคา แน่นอน ในกระบะลดราคาที่มันจะไม่เหมือนคู่สี่พันบาทนั้นซะทีเดียว สีสันไม่ฉูดฉาดเท่า ลูกเล่นไม่แพรวพราวสักเท่าไหร่ (รองเท้าที่ผมอยากได้มันต้องมี "แอร์" (ช่องอากาศด้านล่าง) หรือไม่ก็มีลูกบอลกลม ๆ ติดอยู่ที่ลิ้นเอาไว้ปั้มลมเข้าไปในรองเท้าได้ หรือไม่ก็มีปุ่มหมุ่น ๆ ให้รองเท้ากระชับเท้ามากขึ้น โหย แค่พูดถึงยังรู้สึกว่าโคตรเท่เลย) แต่ไม่เป็นไร มันเป็นรองเท้าหุ้มข้อเหมือนกัน ใส่แล้วดูเป็น "เด็กแร็ป" เหมือน ๆ เพื่อนคนอื่นเขา เดินเข้าแก๊งกับเขาได้ คนขายบอกราคาพันสองร้อยบาท ป๊าต่อได้เหลือแปดร้อย ป๊าเป็นนักต่อราคาตัวยง หากมีการแข่งต่อราคาในกีฬาโอลิมปิกแล้วประเทศเราส่งป๊าไป เราคงได้เหรียญติดมือกลับมาอย่างแน่นอน

 

ผมภูมิใจกับรองเท้าหุ้มข้อแปดร้อยบาทคู่นั้นได้ไม่นาน เทรนด์ใหม่ก็โหมเข้ามาพาเทรนด์เก่าหายไปราวกับคลื่นในทะเล เพื่อน ๆ เริ่มมีรองเท้าคู่ใหม่มาใส่กัน มันเป็นรองเท้าหนังแบรนด์เนมราคาแพง และในสายตาของผม ตอนนั้นมันสวยจนน้ำลายไหล

 

"ป๊าคร้าบ ผมอยากได้รองเท้าหนัง!"

 

แต่ครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะป๊าไม่ซื้อให้ แต่เพราะผมไม่ได้ขอป๊าอย่างเป็นจริงเป็นจังมากกว่า ผมเริ่มหันไปมองสิ่งของต่าง ๆ ที่ผมซื้อมาในราคาแพงหูฉี่ (หูคงฉี่ราดไปหลายครั้ง และหูที่ว่าก็เป็นหูป๊า ไม่ใช่หูผม) ทั้งกางเกงยีนส์ตัวละสามพัน เสื้อยืดแบรนด์เนมจากอเมริกา นาฬิกาเฉียดหมื่น รวมถึงรองเท้าหุ้มข้อคู่นั้นด้วย (โชคดีของป๊าที่สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่งั้นงานนี้ป๊ามีหนาวแน่ ๆ) แล้วผมก็เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป มันไม่สวยเหมือนที่เคยเป็น ความงามของมันก็เป็นไปตามยุคสมัย มาไวไปไว พอเพื่อนไม่ฮิต มันก็ดูเก่า เชย และไม่น่าใส่อีกต่อไป

 

แฟชั่นอายุสั้น ความธรรมดาอายุยืน

 

ผมเริ่มหันไปมองรองเท้าธรรมดา ๆ ที่ป๊าสวม กางเกงยีนส์ราคาถูกที่ป๊าใส่ และเสื้อยืดที่ได้แถมฟรีมาจากสินค้ายี่ห้อต่าง ๆ ป๊าใส่มันโดยไม่เคยคิดถึงความงาม ไม่เคยคิดว่ามันจะตามแฟชั่นทันหรือไม่ มันจะเชยในสายตาคนอื่นหรือเปล่า ป๊าใส่มันตามหน้าที่ที่มันควรจะเป็น เสื้อมีไว้ห่มคลุมร่างกาย กางเกงมีไว้ปกปิดช่วงล่าง และรองเท้ามีไว้ป้องกันแบคทีเรียที่คืบคลานอยู่ตามพื้น


ป๊าซื้อกางเกงให้ผมตัวละสามพัน ขณะที่ตัวเองพยายามต่อราคากางเกงยีนส์ตัวละเก้าสิบเก้าบาทให้เหลือเก้าสิบบาทจนคอแห้ง รองเท้าของป๊านั้นคู่หนึ่งไม่เคยเกินหนึ่งร้อยห้าสิบบาท

 

ป๊าสวมใส่เสื้อผ้าราคาถูก เพื่อให้ลูกได้ใส่เสื้อผ้าราคาแพง

 

ถึงทุกวันนี้ ผมลองหันมามองแฟชั่นที่ป๊าสวมใส่ มันไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก ผมต่างหากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าไปตามยุคสมัยและใช้งานพวกมันในเวลาอันสั้นเหลือเกิน

คนที่เชยกลับเป็นผม ไม่ใช่ป๊า!

คนตามแฟชั่นนั่นแหละเชย คนที่มีสไตล์เป็นของตัวเองไม่เคยตกยุค

ไม่ว่าดีไซเนอร์หรือเทรนด์เซ็ตเตอร์ชื่อดังคนไหนจะมาเป่าหูก็หลอกล่อป๊าไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้ผมไม่ได้ตามกระแสตามยุคสมัยอีกต่อไป ผมหันมาเดินตามรอยป๊า ตามรอยรองเท้าราคาถูกแต่เท่ของป๊า เพราะผมพบว่า มันสวยงามกว่ารองเท้าราคาแพงทั้งหลายนั่น

 

ความงาม คือ ความพอ

 

ความพอ คือ ความสุขใจที่ไม่ต้องการทะเยอทะยาน อยากมีในสิ่งที่ต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้า

ความพอ คือ ความสมดุล เหมือนตัว "พ.พาน" ที่มีรูปร่างสมดุลและสมบูรณ์แบบไม่ขาดไม่เกิน ต่างจากตัว "ฟ.ฟัน" หรือ "ฟ.ฟุ่มเฟือย" ที่ยืดหางยาวขึ้นไปเพื่อจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง ซึ่งชวนให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่มีที่สิ้นสุด

และสิ่งสำคัญที่ทำให้รองเท้าป๊าสวยกว่าคู่ไหน ๆ ในโลก เพราะรองเท้าของป๊านั้นเป็นรองเท้าที่หยุดความต้องการของตัวเองเพื่อที่จะแบ่งปันความสุขให้กับรองเท้าของลูก

ทุกวันนี้ผมจึงใส่รองเท้าราคาไม่แพง และเดินจูงมือพาป๊าไปกินสุกี้หรืออาหารจีนที่ป๊าชอบอยู่บ่อย ๆ

 

ใครจะมองว่ารองเท้าของเราสองคนเชยหรือไม่สวยก็ช่างเขาปะไร

ยังเราก็รู้ดีว่า มันเป็นรองเท้าที่เราใส่แล้วมีความสุข

 

 

.......................................................................................................................................................

 

วันนี้ (๒๕ ต.ค.๕๔) ผมเล่าเรื่องนี้ให้นักศึกษาฟัง หลายคนไม่รู้จัก "นิ้วกลม" หลายคนพยักหน้าตอบรับบ้าง 

ผมเริ่มเล่าตั้งแต่ "แฟชั่นอายุสั้น ความธรรมดาอายุยืน"

ผมเน้นหลายประโยคสำคัญ

 

"ป๊าสวมใส่เสื้อผ้าราคาถูก เพื่อให้ลูกได้ใส่เสื้อผ้าราคาแพง"

 

"สิ่งสำคัญที่ทำให้รองเท้าป๊าสวยกว่าคู่ไหน ๆ ในโลก เพราะรองเท้าของป๊านั้นเป็นรองเท้าที่หยุดความต้องการของตัวเองเพื่อที่จะแบ่งปันความสุขให้กับรองเท้าของลูก"

 

"ใครจะมองว่ารองเท้าของเราสองคนเชยหรือไม่สวยก็ช่างเขาปะไร ยังเราก็รู้ดีว่า มันเป็นรองเท้าที่เราใส่แล้วมีความสุข"

 

ผมว่า นี่ต่างหากคือ สิ่งที่พวกเขาควรฉุกคิด

ผมถามเขาว่า "ในขณะที่คุณใส่เสื้อผ้าแฟชั่นหรู ๆ อยู่ในเมือง พ่อกับแม่คุณกำลังใส่เสื้อผ้าอะไรอยู่ที่บ้าน"

คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบดัง ๆ แต่ต้องการให้พวกเขาได้หาคำตอบภายในใจของตนเองเท่านั้น

 

ขอบคุณเรื่องราวเรื่องนี้ของ "นิ้วกลม" มากครับที่ทำให้ผมมีเรื่องราวนำไปถ่ายทอดวิธีคิดแบบนี้ให้กับเด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของครู

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

.......................................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ...

นิ้วกลม.  ความรักเท่าที่รู้.  กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๔.