ให้ข้อคิด เรื่อง “น้ำท่วม”

ให้ข้อคิด เรื่อง “น้ำท่วม”

สำหรับในช่วงนี้ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นมาถึง ณ ปัจจุบัน เหตุการณ์ที่ได้พบเห็นไม่ว่าตามสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ Internet ก็จะทำให้เราเห็นแต่สภาพของคำว่า “น้ำท่วม” เริ่มตั้งแต่จังหวัดทางภาคเหนือ มาปัจจุบันนี้ คือ กรุงเทพมหานคร เพราะตามธรรมชาติของน้ำ ที่เมื่ออยู่ที่สูงแล้วก็จะต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ ในตอนแรกอาจจะยังไม่มาก น้ำก็รวมตัวกันขังตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ก่อน จนเป็นมวลน้ำที่มากพอที่จะก่อตัวเพื่อให้เกิดความเสียหายก็จะไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเมืองต่าง ๆ อีกลักษณะหนึ่ง คือ การเกิดฝนตกในที่ต่าง ๆ ก็จะเป็นผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หรือไม่ก็ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลัก เช่น ปิง วัง ยม น่าน และแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ต้องไหลมารวมบรรจบกับแม่น้ำสายหลักอีกครั้งหนึ่ง

จากระยะเวลาดังกล่าว แม้แต่ที่บ้านของผู้เขียนน้ำก็ได้ท่วมขังเช่นกัน ซึ่งฝนได้ตกมาตั้งแต่ต้นปีใหม่ 2554 มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่า ที่จังหวัดพิษณุโลกไม่มีหน้าร้อนเลยปีนี้ แต่เมื่อปีก่อน ๆ ร้อนมาก ๆ พ่อบ้านเคยบอกผู้เขียนว่า “ระวังเหอะ!!!...ร้อน ๆ แบบนี้ ถ้าได้มาจะเอาไม่อยู่” ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เป็นอันรู้กันว่า ถ้าร้อนแล้วก็ฝนจะตก...เป็นจริงตามที่พ่อบ้านบอกสำหรับปีนี้ น้ำมากจริง ๆ ผู้เขียนได้ FB ให้น้อง ๆ ที่ได้ติดต่อกันและบอกให้ทราบตลอดเวลาว่า “ให้ระวังเรื่องน้ำท่วม เพราะปีนี้น้ำมากจริง...ไม่ใช่น้ำแบบธรรมดา เป็นลักษณะของน้ำเชี่ยว น้ำหลาก ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน”...เมื่อน้ำท่วมนาของที่บ้านที่อยู่บริเวณทุ่งสาน หมดไปประมาณ เกือบ 70 กว่าไร่ไปแล้ว (รวมนาของน้องสาวด้วย) ทำให้บริเวณทุ่งสานกลายเป็นทะเลไปในพริบตา พ่อบ้านบอกว่า “เห็นไหม? บอกแล้วไง เมื่อร้อนมาก แล้วเป็นไง เอาอยู่ไหม?”... ผู้เขียนก็ได้ยิ้ม ๆ และก็ไม่สามารถจะพูดอะไรได้... เออ!!!...ก็เป็นจริงอย่างที่พ่อบ้านพูดด้วยแหล่ะ...

แต่เราก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ นอกเสียจากนั่งมองตากันว่า ที่นาที่ได้ปลูกข้าวไว้ มันหายไปในพริบตา น้องเพรียงบอกผู้เขียนว่า “แม่ ข้าวกำลังตั้งท้อง (ซึ่งน้องเพรียงกับน้องอ้อมไปดูข้าวทุกวันตอนที่น้ำกำลังจะท่วมนาที่ทุ่งสาน)”...ผู้เขียนก็ได้แต่ปลอบลูกว่า “ช่างมันเถอะ ทำไงได้ ก็ในเมื่อธรรมชาติเขาจะตก เราไม่สามารถไปห้ามฝนได้นี่ลูก”...จนสุดท้าย ข้าวในนาก็จมหายไปกับสายน้ำ และน้องเพรียง + น้องอ้อม ก็หยุดไปดูข้าวที่นา

เมื่อน้ำท่วมทุ่งสานก็ไม่ใช่เท่านั้น ฝนยังไม่หยุดตก พายุเข้าไม่รู้ว่าลูกแล้วลูกเล่า ลูกนี้ไปลูกนั้นต่อ เล่นเอาผู้เขียนและพ่อบ้านเริ่มใจไม่ค่อยดีแล้ว คิดว่า ปีนี้คงเกิดน้ำท่วมใหญ่แน่ ๆ แต่ก็ได้แต่พูดกันภายในครอบครัว สุดท้ายก็เป็นจริง น้ำหลากมาก ๆ ลำน้ำน่านซึ่งเคยรองรับน้ำฝน สำหรับปีนี้น้ำเกือบล้นฝั่ง การปล่อยน้ำจากเขื่อนนเรศวร ปล่อยครบทุกบานประตูเขื่อน เนื่องจากเขื่อนสิริกิติ์ปล่อยน้ำมามากเพราะถ้าไม่ปล่อยเขื่อนอาจจะพังได้ เล่นเอาช่วงนั้น ผู้เขียนใจคอไม่ดีเลย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำกระสอบทรายมากั้นตามแนวฝั่งแม่น้ำน่านเพื่อไม่ให้น้ำท่วมเมืองพิษณุโลก ก็พอจะแก้ไขไปได้บ้าง แต่ก็มีบ้างที่ไหลทะลักไปที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือตอนล่าง + เข้าที่สนามกีฬาจังหวัดพิษณุโลก + หน้าวัดใหญ่ แต่ก็ไม่ละความพยายามของผู้ว่าฯ สั่งให้นำกระสอบทรายกั้นตรงแนวที่น้ำน่านเข้ามา แล้วก็สูบน้ำออก ก็แก้ปัญหาไปได้

แต่ต่อมา ภาพน้ำท่วมก็ยังไม่ลบเลือนไปจังหวัดต่อ ๆ ไป ที่ถูกน้ำท่วม ได้แก่ นครสวรรค์ อ่างทอง ชัยนาท อยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี ปทุมธานี และตอนนี้กำลังลงไปยังพื้นที่ที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะออกลงสู่อ่าวไทยให้ได้ เพราะน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่ภาพที่เห็นจากสื่อต่าง ๆ ทำให้ผู้เขียนเห็นแล้วก็คิดไปตามลักษณะมุมมองของผู้เขียนเองว่า บางที่นำดินเหลว ๆ ไปกั้น แล้วก็นำกระสอบทรายเล็ก ๆ ไปวาง ผู้เขียนคิดว่า “จะกั้นน้ำไหวหรือ?..." เพราะเขารู้กันบ้างหรือไม่ว่า...น้ำที่ท่วมนั้นเป็นลักษณะของน้ำเชี่ยวกราด น้ำหลากมาก ไม่ใช่น้ำที่ค่อย ๆ ซึม...การที่ทำคันดินแบบนั้นไม่มีประโยชน์หรอก...ผู้เขียนก็ได้แต่คิด...และสุดท้ายก็เห็นน้ำหลากพุ่งชนคันดินนั้นแล้วพุ่งเพื่อหาทางออกไปในที่ที่น้ำจะไปให้ได้ โดยน้ำก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไป ณ ที่ใด แต่ก็จะไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก คือ ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ...

จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากน้ำท่วมในปีนี้ เห็นภาพที่ทุกส่วนราชการทุกภาคเอกชนร่วมมือกัน คือ เกิดความสามัคคีในการรวมพลังกันเพื่อทำกระสอบทรายกั้นน้ำให้ได้ แต่สิ่งที่ผู้เขียนได้คิดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง คือ การกระทำแบบนั้นเป็นการกระทำที่เราสามารถกั้นน้ำได้ในกรณีที่น้ำไม่มาก น้ำไม่ไหลเชี่ยว น้ำไม่หลาก แต่ถ้าในกรณีน้ำหลาก สิ่งที่รัฐควรทำให้ปีต่อไป นั่นคือ การหางบประมาณมาเพื่อขุดลอกคลอง แม่น้ำสายต่าง ๆ ให้ลึกลงไปให้มากกว่านี้ เพื่อรองรับน้ำในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่มีก็ตาม (เพราะน่าจะไม่มีวิธีไหนที่จะรับน้ำได้เท่ากับวิธีนี้)...แต่ก็ควรดำเนินการเตรียมไว้ เสมือนการวางแผนเตรียมตัวรับมือกับน้ำ นี่คือ วิธีที่จะแก้ปัญหาที่ถาวรมากกว่าเสียงบประมาณแบบยิบย่อยไปแบบปีนี้ ซึ่งบางคนอาจมองว่า “ใช้งบประมาณมาก”...แต่ก็จะมีวิธีไหนเล่าที่ดีไปกว่าวิธีที่ผู้เขียนบอก...เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นผู้ใดทำการขุดลอกคูคลองหรือลำน้ำเลย หรือจะมี...และนี่เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเอง...บางคนอาจมองเห็นว่า เป็นเรื่องตลก...แต่จะมีวิธีใดที่ดีไปกว่าวิธีนี้เล่า...ที่จะทำให้ไม่มีใครเดือดร้อนเลย...ผู้เขียนสังเกตว่า แม่น้ำแต่ละสายดูเหมือนตื้นเขินมาก...แม้จะลึกแต่ก็ยังไม่น่าที่จะลึกพอที่จะรับน้ำได้...ถ้าไม่ทำจะปล่อยให้ปีต่อ ๆ ไป ประเทศไทยเสียหายแบบปีนี้อีกหรือ นี่คือ...บทเรียนหนึ่งที่คนไทยควรจำและหาทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป...

ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทย ปี 2554