ครูเรฟเชื่อว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ดังนั้นครูจึงพยายามทุกทางที่จะหาเงินพาเด็กๆ ห้อง ๕๖ ได้ไปทัศนศึกษายังสถานที่สำคัญ พิพิธภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ค
แรกทีเดียวครูเรฟพยายามทำงานพิเศษเพื่อให้ได้เงินมา แล้วก็พบว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะแม้จะได้เงินมาแต่ก็เล่นเอาสุขภาพย่ำแย่ เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียเลยจริงๆ ต่อมาลูกศิษย์เก่าที่จบไปแล้วรู้ถึงความต้องการนี้จึงมาช่วยกันตั้งกองทุนให้
ครูเรฟเล่าว่า ก่อนการไปทัศนศึกษาครูต้องเตรียมตัวเด็กๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่การจัดกระเป๋า ที่ต้องเรียนรู้ว่าอะไรควรเอาไป อะไรไม่ควรเอาไป จะพับเสื้อผ้าอย่างไรไม่ให้เปลืองที่ จะซักรีดเสื้อผ้าที่ใช้แล้วอย่างไรให้ถูกวิธี เช่น ให้แยกผ้าสีออกจากผ้าขาว เป็นต้น ควรเก็บกระเป๋าสตางค์เอาไว้ที่ไหน เตรียมเงินไปเท่าไหร่ ในการสั่งอาหารควรสั่งอย่างไร เพื่อที่จะได้อาหารรายการที่มีประโยชน์ ในราคาพอเหมาะสม
เมื่อเดินทางถึงจุดหมาย ควรทำอย่างไร เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ครูเรฟทำท่า ลุกขึ้น หันมองไปรอบๆ แล้วหันกลับมามองกลับมาที่ที่นั่งซ้ำเพื่อตรวจสอบดูอีกครั้งว่าลืมอะไรไว้หรือเปล่า พร้อมกับพูดว่า “scan, turn around and look” และบอกว่าเด็กๆ ทำอย่างนี้ทุกครั้งเมื่อต้องลุกจากที่นั่ง ดังนั้น ตลอดการเดินทางจึงไม่มีใครทำของหายเลย
เมื่อถึงที่พัก และได้รับคีการ์ดมาแล้ว ทุกคนรู้ว่าควรจะต้องเก็บคีการ์ดแยกจากโทรศัพท์มือถือ เพราะแม่เหล็กจะได้ไม่ดูดกัน และเวลานอนครูเรฟจะไว้ใจให้เด็กๆ ดูแลกันเอง และจัดให้พวกเขาได้นอนกันประมาณ ๑๐ ชั่วโมง
หลักของการจัดโปรแกรมการทัศนศึกษาในแต่ละวันจึงไม่ควรมากเกินไป และควรเน้นที่คุณภาพของการเรียนรู้มากกว่าแค่ให้ได้ดูเพียงผ่านหูผ่านตา เพราะการไปทัศนศึกษา หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียน คือการ “educated and connected with the world” ไม่ใช่การเรียนในวิชา
เรื่องสำคัญที่ครูควรทำก่อนการไปทัศนศึกษาแต่ละครั้ง คือการทำให้เด็กดูแลตัวเองได้ ซึ่งหมายถึงการที่ครูต้องเตรียมพวกเขามาให้พร้อม ดังนั้น การมาทัศนศึกษาจึงเป็นบททดสอบที่จะทำให้รู้ว่าใครมีความสามารถในการดูแลตัวเองแค่ไหน ตั้งแต่การดูแลตัวเองว่าวันนี้กินขนมมากไปไหม เลือกรายการที่จะสั่งให้พอเหมาะกับงบประมาณที่มีได้ไหม นอนพอไหม เสื้อผ้าที่เตรียมมายังมีพอไหม ต้องซักเมื่อไหร่ อย่างไร เป็นต้น
ชีวิตจริงคือเรื่องที่ต้องทำความรู้จัก และต้องการการเตรียมตัวให้พร้อม ที่สหรัฐอเมริกามีเพียง ๒๕% ของคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้นที่เรียนจบ ส่วนอีก ๗๕% เรียนไม่จบเพราะขาดทักษะชีวิต ขาดความสามารถในการจัดการกับอิสระ และความล้มเหลวที่ชีวิตต้องเผชิญ ทั้งมุมของชีวิตเช่น อกหัก หรือมุมที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่นไม่รู้จักวิธีเรียนรู้ ไม่รู้ว่าเมื่อสอบตกแล้วชีวิตจะดำเนินต่อไปเช่นไร
ครูเรฟจึงบอกกับเด็กๆ ห้อง ๕๖ เสมอว่า “Readiness is all” เพราะ ความพร้อมคือทั้งหมด
ที่สหรัฐอเมริกามีเพียง ๒๕% ของคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้นที่เรียนจบ
ส่วนอีก ๗๕% เรียนไม่จบเพราะขาดทักษะชีวิต ขาดความสามารถในการจัดการกับอิสระ
อีกประเด็นหนึ่ง คือ ในมหาวิทยาลัย ข้อมูลเยอะ โดยไม่มีครูเป็นผู้คัดเลือก ตัดแบ่งเป็นส่วนๆ ให้
จึงต้องการความสามารถในการจับประเด็น การจำอย่างเดียวใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เป็นประโยชน์มากคะ จะมาติดตามต่อไป :-)
ชอบจัง...การเตรียมพร้อม
ตรงกัน...นึกถึงคำแม่สอน
ลุกจากที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยว ที่นั่งรถสองแถว ที่ไหนใด ๆ
เหลียวมองซ้ำ
ยังไม่เคยทำกระเป๋าตังค์หาย หรือลืมของในที่สาธารณะเลย
อิ อิ....ลืมว่าวางตรงไหนในบ้าน ตอนอายุเกินครึ่งคน อีกเรื่องนึงนะคะ
ทักษะชีวิตของพ่อแม่ ที่เป็นครูคนแรกของลูก ก็สำคัญมากเช่นกันนะคะ