จดหมายถึงครู เลิกคร่ำครวญแล้วมาดวลกับกิเลส (คำสอนครูทำให้นึกถึงคำนี้ค่ะ)

เมื่อลุกขึ้นมาตั้งต้นก็คืนคนใหม่ วันนี้ (๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔) ตัวตนอาละวาดชัดเจนตั้งแต่เมื่อวาน รุนแรงน่ากลัวค่ะครู ไม่ใช่ใครที่ไหนก็อยู่ข้างในนี่เอง อาละวาดเองทุกข์เองทุกข์อยู่ข้างในกาย ในใจ ตอนเช้าปรารถนาจะคุยกับครูก่อน แต่ด้วยความโง่ก็เหมือนไปพ่นพิษใส่ครู ศีลข้อ๑ ก็ด่างพร้อย การดูตนเองน้อย เพราะหลงเพลินอยู่ พอครูตีเข้าไปที่กิเลสข้างใน มันก็อาละวาด แต่ครูค่ะ แม้มันจะเจ็บแต่ลึกๆนั้นรู้ว่า ยิ่งเจ็บมากก็แสดงว่า กำลังจะเติบโต เหมือนโดนไล่ต้อนให้สำรวจ ศรัทธา ฝึกสมาธิ และกำจัดนิวรณ์ ระลึกถึงคำครูว่า “แล้วจะยังไงต่อ” บอกตนเองว่า “เอาน่าตุ๊กตาล้มลุก ล้มได้ก็ลุกได้ แต่ต้องรู้ตัวว่าล้ม ถึงจะลุกเป็น” ระลึกตอกย้ำตนเองอีกว่า “เรายังไม่ใช่ผู้บรรลุธรรม มันก็ต้องมีกิเลส มีทุกข์ซิ” คิดๆแล้วก็ขำตนเองที่เสียใจว่า “เห็นกิเลสเหลือเยอะเลยร้องไห้ ฮ่าๆ ไม่ดูว่าที่มันพอจะถูกกำจัดไปได้ก็ไม่น้อย”  การปฏิบัติถ้าถึงพร้อมอยู่ในตนเอง “ครูจะชมหรือไม่ชม ใครจะต่อว่าหรือชื่นชมก็ไม่หวั่นไหว ถ้าครูชมก็กำไร แต่ถ้าครูไม่ชมก็แสดงว่ายังปฏิบัติไม่พอ”

 ลาครูแล้ว ขับรถออกมา ถึงหน้าศาลาครูให้ไปกราบพระพุทธเมตตาหรือถ้าหลวงปู่มีคนอยู่ด้วยก็ให้เข้าไปกราบ มองเข้าไปข้างในยังปิดเงียบไม่เปิดไฟค่ะ จึงระลึกถึงท่านแล้วไหว้อยู่ข้างนอก ตั้งต้นสวดอิติปิโส ตั้งแต่ออกจากวัดตามที่ครูแนะ ความคิดฟุ้งซ่านก็ค่อยๆเงียบลงพอเสียงสวดเงียบก็จะมีความคิดแว๊บมา ตลอดรายทางฝนตก ถนนบางช่วงวื่งได้ข้างเดียวเพราะน้ำท่วม บ้านริมน้ำจมมิดหลังคา แต่ก็ยังเห็นชาวบ้านออกมาหาปลา ฝนตกหนักถนนค่อนข้างลึก จึงตั้งสติสวดอิติปิโสแล้วขับไปเรื่อยๆ  โทรแจ้งพี่ที่ทำงานว่าอาจจะเข้างานช้าหน่อยอยู่ระหว่างเดินทาง เพราะระลึกว่าอย่าทำให้ผู้อื่นกังวล มีอุบัติเหตุข้างทาง แมว สุนัข โดนรถชน สภาพต่างๆนานา นอนนิ่งอยู่กลางถนน ตอกย้ำกับตนเองว่า “เห็นไหมความตายอยู่ไม่ไกล ตายตอนนี้ก็ยังไม่จบ ต้องมาเกิด” สวดไปเรื่อยๆแว๊บมีความคิดเรื่องงานก็รู้สึกกังวล เพราะมีอะไรที่ยังจัดการไม่ได้อยู่มาก กลับมาที่บทสวดเปล่งเสียงดังให้ตนเองได้ยินชัดๆ พอถึงที่ทำงานก็ตกลงกำตนเองว่า “ตั้งต้นปรับเปลี่ยน สิ่งที่ครูเคยแนะไว้ต้องทำ ครูเตือนไม่เตือนก็ต้องทำ นี่ท่านเตือนแล้วเตือนอีก ต้องเร่งแก้ไข” จึงยืมเครื่องคอมฯของสำนักงานมาเปิด หลังจากสอบถามว่าไม่มีอะไรเร่งด่วน แต่มีประชุมตอนบ่าย “คิดได้ทำเลย”. นั่งลงเข้า FB เข้าไปแก้ไข แล้วก็ทะยอยเขียนงานที่ค้าง รวมถึงเข้าไป ทำงานที่ครูมอบหมายไว้ ใจติ๋วอยากจะทำตอนที่จิตใจไม่เศร้าหมอง ความคิดนี้คอยฉุดให้ไม่ทำงาน เพราะมันเศร้าหมองบ่อย เลยพลอยให้ละเลย แต่ก็เอาใหม่ปรับใหม่. บ่ายก็ประชุมหารืองาน  เลิกประชุมบึ่งกลับบ้าน แล้วก็ออกไปวิ่ง วันนี้เพราะผิดศีลข้อ๑ ด้วยความโกรธความไม่พอใจแล้วปล่อยพิษใส่ครู ทำให้ข้างในเศร้าหมองอยู่ แต่ก็อดเอา. ติ๋วโง่อยู่นิ การเข้างานสายทำให้ศีลข้อ ๒ ด่างพร้อยแต่ก็ปรับแก้โดยการโทรแจ้งและลงเวลา เป็นการตกลงกับตนเอง ศีลข้อ ๓ มองย้อนกับตนเอง คงผิดข้อนี้มามากเพราะร่างกายรวมถึงจริตจกร้านมาเหลือเกิน บางทีเห็นก็รู้สึกรำคาญตนเอง พอค่อยๆปรับก็ยังดูไม่เป็นธรรมชาติค่ะ เผลอที่ไรก็ยังกระโดดโลดเต้นดีดดิ้นไป วันนี้ทุกข์มากอยู่ภายใน เห็นว่ามันจริตจกร้านน้อยลง คอยเหลือบดูแต่ทุกข์ค่ะ ศีลข้อ๔ ยังแก้ไขได้ไม่บริบูรณ์มากมายเหลือเกินที่ตั้งใจไว้แล้วทำไม่ได้ ต้องปรับอีกมาก เหลือบเห็นบ้านรกก็นึกขึ้นว่าเหมือนใจข้างในเลยรก ยังรกด้วยกิเลสข้างนอกที่เราอยู่มันก็สะท้อนใจข้างในอยู่ไม่น้อยมิน่าครูย้ำเสมอว่า “ให้สะอาด” ข้อ๕เหล้าไม่ดื่มค่ะ แต่สติยังอ่อน ปัญญาก็อ่อน แต่ก็จะอดเอา ติ๋วไม่มีทางไปจริงๆ รู้กับตนเองว่า “ไม่ปรารถนาไปไหน” ที่ผ่านมาทำผิดปรามาสครูด้วยความเขลา……กราบขอขมาด้วยค่ะ