เมื่อ เจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าว/คนขับรถเกี่ยวนวดข้าว กับเจ้าของนา เป็นคนละคนกัน เรื่อง "ข้าวร่วงหล่น จึงเป็นปัญหาของเจ้าของนา ไม่ใช่เจ้าของรถ" .... เพราะรถต้องรีบทำงาน เอาจำนวนไร่เข้าว่า ให้คุ้มค่าการลงทุน เพื่อไปรับงานเเปลงอื่นๆต่อ ตามที่นายหน้า วิ่งรับงานไว้แล้ว ช้าไม่ได้จะเสียคิว

ดีที่สุด คือ ทำอย่างไร ไม่ให้ข้าวร่วงหล่น ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ???

ตอบ คือ ทำความเข้าใจ กับเรื่องนี้ ในบันทึกต่อไปนี้ครับ ....

กลับมาที่สาเหตุของการร่วงหล่นข้าว แบ่งออกเป็น "สี่ส่วน" ด้วยกันครับ

 

ส่วนแรก คือ คุณลักษณะของพันธุ์ข้าว

-ความเหนียวของขั้วเมล็ด 

-อายุการเก็บเกี่ยว เกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม ร่วงหล่นน้อย 

-ถ้าเก็บเกี่ยว ระยะพลับพลึง เป็นระยะที่ทำให้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพและน้ำหนักดี ... ลดการร่วงหล่นได้ 

 

ส่วนที่สอง คือ การดูแลดีเกินไป และขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง(ต้นทุนการผลิตสูง)


- การทำนาหว่าน ระบบรากลอย รากตื้น จำนวนประชากรต้นข้าวในเเปลงนามาก=ฟางข้าวมาก)

- การให้ปุ๋ยไนโตรเจน(ยูเรีย) มากเกินความจำเป็น ทำให้ลำต้นอ่อน ผนังเซลล์บอบบางขี้โรค และรากข้าวไม่มีการพัฒนา หยั่งรากลึกลงไปหากินในดิน

-การปล่อยน้ำท่วมขังในเเปลงนาอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ดินเป็นเลนและนาหล่ม

-ส่งผลให้ต้นข้าวล้มก่อนการเก็บเกี่ยว บางส่วนรวงจมน้ำ เป็นรา มีความชื้นสูง!!!

 

ส่วนที่สาม คือ ความด้อยประสิทธิภาพของเครื่องเกี่ยวนวดข้าว


1. หากต้นข้าวล้ม ระบบนิ้วดึง จะไปคว้า ไปดึง รวงที่ล้ม เข้าชุดปากใบมีด ทำให้ ข้าวร่วงหล่นจำนวนมาก (Head Loss) ร่วงหล่นก่อนเข้าตู้นวด!!!!

2. ต้นข้าวที่ออกรวง และยังตั้งตรงอยู่จนถึงการเก็บเกี่ยวจะลดการสูญเสียส่วนนี้ลงไปได้มาก

3. หากไม่มีการปรับมุมองศา ชุดนิ้วดึงรวงข้าวเข้าปากใบมีดอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้นิ้วไปฟาดรวงข้าว ทำให้ต้นข้าวที่ตั้ง ร่วงหล่นได้เช่นกัน

4.จำนวนต้นข้าวในเเปลงนามาก(นาหว่าน) ทำให้ฟางมาก ตู้นวดข้าวต้องใช้พลังงานมาก กว่าจะเหวียงให้เมล็ดหลุดจากรวง หลุดจากฟาง มาลงตะแกรงร่อน

5. ระบบตู้นวด และตะเเกรงร่อน ด้อยประสิทธิภาพ ก็ทำให้การนวดไม่สะอาด มีเมล็ดข้าวเต็มเมล็ดติดไปกับฟางข้าว เป็นข้าวร่วง ทิ้งไว้หลังรถเกี่ยวนวดข้าวได้!!!! 

 

ไม่เเปลกใจว่า ทำไม หลังการเก็บเกี่ยวส่วนมาก จะจุดเผาฟาง เพราะมันมีฟางมากจุดติดไป ไฟลามติดได้ง่าย / ฟางปริมาณมากจะหมักฟาง ก็เกรงจะย่อยไม่ทันการผลิตรอบต่อไป กลัวว่าหว่านข้าวไปแล้วจะเกิดอาการเมาตอซัง อีก ...  

ปัญหามันเป็นห่วงโซ่ ถ้าจะแก้ต้องแก้ที่จุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกข้าว แก้ที่ใจคนทำนา แก้ที่ความเข้าใจผิดๆของเจ้าของนา ... 

 

ส่วนที่ สี่  คือ รูปแบบการทำงานของเจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าว /ความเป็นเจ้าของผลผลิตข้าว

เนื่องจากรถเกี่ยวนวดข้าวขนาดใหญ่ มูลค่าการลงทุนค่อนข้างสูง (1.5-3 ล้านบาท) ทำให้เกิดเป็นธุรกิจรับจ้างเกี่ยวนวดข้าว มีนายหน้าวิ่งรับงาน มีลูกจ้างเป็นคนขับรถ

ลูกจ้างขับรถเกี่ยวมีรายได้เป็น ไร่= เกี่ยวได้ ไร่ต่อวันมาก=รายได้มาก 

ประมาณการรายได้ รถเกี่ยวนวดข้าวขนาดใหญ่   40 ไร่*500 บาท=20,000 บาท/วัน

1.เป็นรายได้ ลูกจ้างขับรถเกี่ยว       40*50บาท/ไร่= 2,000 บาท

2.เป็นรายได้ ของนายหน้าวิ่งรับงาน 40*20บาท/ไร่=    800 บาท

3.เป็นรายได้ ของเจ้าของรถยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น(น้ำมัน ซ่อมบำรุง ค่ารถบรรทุกขนส่ง) =20,000-2,000-800=17,200 บาท

เมื่อ เจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าว/คนขับรถเกี่ยวนวดข้าว กับเจ้าของนา เป็นคนละคนกัน เรื่อง "ข้าวร่วงหล่น จึงเป็นปัญหาของเจ้าของนา ไม่ใช่เจ้าของรถ" .... เพราะรถต้องรีบทำงาน เอาจำนวนไร่เข้าว่า ให้คุ้มค่าการลงทุน เพื่อไปรับงานเเปลงอื่นๆต่อ ตามที่นายหน้า วิ่งรับงานไว้แล้ว ช้าไม่ได้จะเสียคิว และรถเกี่ยวนวดข้าวส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนในหมู่บ้านเดียวกัน ... รอบนี้ไม่ดี(เกี่ยวมีข้าวร่วงหล่นมาก รอบหน้าก็หาคันใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าดีหรือป่าว วัดดวง กันต่อไป) ...

ส่วนที่ตามมาจากรถเกี่ยวข้ามหมู่บ้าน ข้ามภาคไปหากินต่างถิ่น 

-ข้าวปนพันธุ์ข้ามถิ่นจากการไม่ล้างทำความสะอาดตู้นวดข้าว 

-โรคข้าวและแมลง หอยเชอรี่ติดไปกับโคลน ติดไปตามล้อแทรกเหล็ก

-คุณภาพงานการเก็บเกี่ยว คุณภาพข้าว ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะไม่ใช่คนบ้านเดียวกัน 

เมื่อไล่เลียง ทั้งสี่ส่วน เข้าด้วยกันแล้ว ก็จะพบว่า 

ถ้ามีปัจจัย ที่ทำให้ข้าวร่วงหล่น ผสมโรงกันตั้งแต่ส่วนที่สอง ถึงสี่ เจ้าของนา คงเหลือแต่ฟางข้าว ข้าวร่วงหล่น ไข่เป็ด และหนี้สิน จากการเพาะปลูกข้าวที่ไม่มีกำไร ครับ 

ท่านผู้อ่านลองช่วยกันคิดต่อนะครับ ว่าจะ ป้องกัน หรือแก้ไข กันอย่างไรดี ครับ