เมื่อคืนไปดูข่าวเมืองไทยช่องสาม(สรยุทธ์) เกี่ยวกับน้ำท่วมที่เมืองไทย หลานสาว Skype มาจากนครสวรรค์ว่า น้ำท่วมอู่รถที่อยู่ชานเมืองแล้ว น้ำมาเร็วมากเพียงไม่กี่ชั่วโมงน้ำก็ท่วมถึงหน้าอก ขนย้ายได้แต่สิ่งที่คิดว่าสำคัญ รวมถึงหมาด้วย ที่นอน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ต้องถูกทิ้งให้จมน้ำ
เทศบาลเมืองนครสววรค์เลือกที่จะป้องกันตัวเมือง สร้างเขื่อนป้องกันเมืองล้อมรอบ บ้านที่อยู่นอกเมืองที่ไม่เคยท่วม เลยต้องถูกน้ำท่วมคราวนี้ ราชการให้เงินช่วยเหลือบ้านละห้าพัน เสียค่าคิวให้คนเกี่ยวข้องห้าร้อย ถ้าอยากได้เงินเร็ว เมืองไทยมันเป็นเสียอย่างนี้
อ่านข่าววันนี้จาก OKNation น้ำท่วมที่ลาดพร้าวแล้ว (อาจจะเป็นเพราะว่าฝนตก)
คนจากซอย ๘๗ บอกมาว่า ถ้าคืนนี้ฝนตกลงมาอีก ไม่อยากจะพูดถึงเลย
คนที่อยู่ลาดพร้าวและคนกรุงเทพควรจะระวังตัวไว้ด้วย เพราะเวลาน้ำจะท่วมมันมาเร็วมาก เวลาจะขนของหนีคงจะไม่ทัน จะเป็นเหมือนหลานสาวที่นครสวรรค์ (ตอนนี้กำลังขนของขึ้นชั้นที่สองของบ้านแล้ว) พี่สาวเริ่มเป็นห่วงบ้านที่นครสวรรค์และบ้านที่ลาดพร้าว แต่ก็ปลงได้ บอกว่าอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ว่าแล้วก็ขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวซานฟรานซีสโกกับพี่สาวอีกคนหนึ่ง
ทำให้ผมคิดถึงเรื่องน้ำท่วมบ้านพลัดเมื่อปี ๒๕๑๘- ๑๙ ขึ้นมาอีก ยังจำติดอยู่ในหัวใจ ราชการป้องกันแต่กรุงเทพ ส่วนคนฝั่งธนนั้นก็สุดแล้วแต่ธรรมชาติจะพาไป
น้ำท่วมบ้านพลัดอยู่หลายวัน ความสดวกสบายที่เคยมีอยู่ก็หายไป เข้าห้องน้ำไม่ได้ อาบน้ำไม่ได้ เดินลุยน้ำไปขึ้นรถเมล์ไปท่าสนามหลวง แล้วไปใช้ห้องน้ำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ้านมีเอาไว้นอนเท่านั้น
แต่มาคิดถึงตอนนี้ มีความสุขครับ ถึงน้ำจะท่วมก็ท่วมเฉพาะกาย แต่หัวใจตอนนั้นยังไม่ยอมแพ้
ตราบใดที่ยังมีความหวัง ความสุขก็ยังจะรอเราอยู่ข้างหน้า
เชิญอ่านเรื่องของไอ้มุก ที่เขียนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว สามสิบห้าผ่านมาก็ยังทันสมัยเหมือนเดิม น้ำก็ยังคงท่วมเหมือนเดิม คนเขียนก็ยังคงรักที่จะกลับไปอยู่เหมือนไทยเหมือนเดิม มันไม่วันจะเปลี่ยนแปลงครับ
เรื่องของไอ้มุก
อ่านเรื่องกวางตุ้ง นักกัดผู้น่ากลัวแล้ว ทำให้ผมนึกไอ้มุก หมาของพี่ชาย สมัยผมยังเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่ชายผมเอาลูกหมาของเจ้าของบ้านมาเลี้ยง ตอนย้ายไปอยู่บางพลัดเอาลูกหมาไปด้วย มันชื่อว่า ไอ้มุก เพราะมันเป็นหมาพันธุ์ไทยแท้ สีขาวไปทั้งตัว
ผมกับหมาไม่ค่อยจะถูกกัน ไม่กล้าจะไปจับมันเพราะสมัยเด็กๆโดนหมากัดมาที่หนึ่ง ตอนอยู่ชั้นประถมที่บ้านมีหมาตัวหนึ่ง กำลังน่ารัก แต่โดนเทศบาลวางยาเบื่อ กลับมาจากโรงเรียนมันตายไปเสียแล้ว เศร้าใจมาก เลยไม่คิดจะเลี้ยงหมามาตั้งแต่วันนั้น
พอไอ้มุกโตเป็นหนุ่ม มันไม่ค่อยอยากจะอยู่กับบ้าน พอผมเปิดประตูจะไปมหาวิทยาลัย มันจะมารอหน้าประตู แล้วเบียดผมวิ่งเอาไปข้างนอกบ้านทันที ผมไม่รู้ว่ามันจะไปไหน คิดในใจว่าตัวผมเองยังไม่อยากอยู่กับบ้านเลย ไอ้มุกมันคงคิดเหมือนผม ผมก็เลยปล่อยมันไปตามเรื่องของหมา ตอนเย็นกลับมา ไอ้มุกจะมารอผมที่หน้าประตูรอจะเข้าบ้าน คงจะหิว พันแข้งพันขาผม ดีใจที่ผมกลับมา บ้างครั้งไอ้มุกมีสารรูปเหมือนผ่านสงครามหมามา ตามตัวมีรอยกัด คงไปกัดกับหมาข้างบ้านมา ตามประสาของหมาหนุ่ม
ไอ้มุกถูกอนุญาตให้อยู่ภายในบ้าน ใต้ถุนบ้าน บ้านพี่ชายเป็นบ้านไม้ยกสูงขึ้นมาสามสี่ขั้นบันได กันน้ำท่วมเข้าไปในบ้าน โดยมีกำแพงบ้าน ประตูบ้าน เป็นที่กำจัดบริเวณอาณาเขตของไอ้มุก มีอยู่ครั้งหนึ่งไอ้มุกขึ้นบันไดแล้วจะมาสำรวจบริเวณในบ้าน ผมไม่กล้าจะจับไอ้มุก เลยเตะไอ้มุกไปที่หนึ่ง (ขอโทษด้วยนะมุก) ตั้งแต่นั้นมา ไอ้มุกไม่กล้าเข้ามาในบ้านเลย
มีปีหนึ่ง(ประมาณปี ๒๕๑๖) น้ำท่วมฝั่งธน บ้านพี่ชายเจอน้ำท่วมด้วย ท่วมกันทั้งซอยบางพลัด ท่วมมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแต่ยังไม่เข้าไปในบ้าน เวลาไปมหาวิทยาลัยต้องถอดรองเท้า ถลกกางเกงให้สูงขึ้นมา แล้วเดินลุยน้ำผ่านซอย เพื่อจะไปขึ้นรถเมล์ไปธรรมศาสตร์ ทุลักทุเลกันไปทุกคน

ไอ้มุกเจออานิสงส์ของน้ำท่วมปีนั้น ไปไหนไม่ได้ จะอยู่ข้างล่างก็ไม่ได้ ไม่มีที่จะอยู่ มันมายืนหลบน้ำ อยู่ที่บริเวณบันไดหน้าบ้าน ซึ่งเป็นบริเวณเล็กๆ ผมสงสารไอ้มุกมัน เลยพูดกับไอ้มุกว่า เองเข้าไปอยู่ในบ้านได้ ไอ้มุกมันคงจำกติกาการกำจัดที่อยู่ของมันได้ มันไม่ยอมเข้าไปในบ้าน ผมสงสารไอ้มุก มันจะถูกแดดทั้งวัน เพราะไม่มีที่บังแดดในบริเวณนั้น เลยจึงเปิดประตูแล้วต้อนไอ้มุก ให้เข้าไปในบ้าน จำไม่ได้ว่าไอ้มุกมันจะเข้าไปอาศัยในบ้านหรือเปล่า เพราะเรื่องมันเกิดนานมาแล้ว คิดว่าไอ้มุกมันคงเข้าไปอยู่ในบ้าน เพราะน้ำท่วมอยู่หลายวัน ไอ้มุกคงแย่แน่ๆ อยู่ที่มุขหน้าบ้านเล็กๆ โดนแดดทั้งวัน
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้เกิดขึ้นแต่มนุษย์อย่างเดียว พออยู่มาไม่นาน ไอ้มุกเป็นโรคพยาธิหัวใจ พี่สะไภ้พาไอ้มุกไปฉีดยา ที่ร้านหมอข้างบ้าน หมอบอกว่าไม่มีทางรักษา รอวันตายท่าเดียว จะให้ฉีดยาให้ไอ้มุกหลับไม่ตื่นหรือเปล่า พี่ชายกับพี่สะไภ้สงสารมัน ไม่ยอมให้ไอ้มุกตาย พาไอ้มุกกลับบ้าน
โชคดีของไอ้มุก
พอดีตอนนั้นแม่ผมมาเยี่ยมพี่ชายที่บ้าน แม่ผมกับไอ้มุกรู้จักกันดี ไอ้มุกรักแม่ผมมาก แม่เล่าให้ฟังว่า วันที่ไอ้มุกเจ็บหนักใกล้จะตาย แม่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไว้ที่ขาหน้าของไอ้มุก แล้วบอกไอ้มุกว่า "มุกเอ็ย... เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พระจุฬามณีนะ" ไอ้มุกรับคำ พยักหน้า สิ้นใจ พ้นจากสภาพเดรัจฉานไปเดี๋ยวนั้น
ขออโหสิกรรมด้วยนะมุกนะ ขอแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำผมไว้ในชาตินี้และชาติไหนๆ ก็ตาม ตลอดจนถึงบุญกุศลที่เกิดจากการรักษาศิลแปดในพรรษานี้จงมีแต่มุกด้วย จงอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรมีกรรมซึ่งกันและกันเลย มารับส่วนบุญด้วยนะ
ขอบคุณค่ะ เป็นชาวลาดพร้าวและมีบ้านเกิดของคุณแม่ที่นครสวรรค์เช่นกัน ที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมอย่างใจจดจ่อ ตอนนี้ออกไปช่วยผู้ประสบภัยตามกำลังที่มีอยู่ ต่อไปสถานะการณ์อาจเปลี่ยนไป เตรียมกายใจไว้แล้วค่ะ สุขทุกข์เป็นของคู่กันกับความเป็นมนุษย์นะคะ
อ่านแล้วรับรู้ถึงความอ่อนโยน มีเมตตา ขอบคุณคนไกลบ้านและครอบครัวคะ
ตอนที่แมว ประจำตัว กำลังจะตายด้วยปวดบวม แม่ก็เอามันนอนบนตัก สวดมนต์ส่งวิญญาณ เช่นกัน
เป็นภาพที่งดงาม แม้จะเป็นชีวิตสัตว์ แต่เมื่อมาอยู่ใกล้ ก็รักและผูกพันเหมือนเป็นสมาชิกครอบครัว
..
มีเกิด มีดับ
มีท่วม มีลด
..
ขอบคุณคะ
ปีนี้น้ำท่วมมากจริง ๆ ท่วมในวงกว้าง
จังหวัดไหน ๆ ก็มีโอกาสน้ำท่วมได้ทั้งนั้น
เรียกว่าประมาทไม่ได้เลย
ขอเรียกว่าพี่ใหญ่
เหมือนกับคนอื่นบ้าง
เลื่อมใส ศรัทธา และขออนุโมทนาในบุญในกุศลคุณพี่ได้สร้างไว้ครับ
ขอบคุณคุณหมอ
ที่แวะมาเยือน วันที่ 15 October 2011
Thai Physician Association of America Foudation จะจัดสัมมา เรื่อง Advances in Medical Care ที่ ชิคาโก้ นำเดินงานโดยพวกหมอหนุ่มๆสาวๆ คงรุ่นเดียวกับคุณหมอ คนบรรยายส่วนมากเป็น Assistant Professorถ้าคุณหมอว่าง ก็ขอเชิญด้วยครับ
สวัสดีอีกครั้งครับอาจารย์
สวัสดีคุณครูอิง
ไม่ได้คุยกันเสียนาน สบายดีนะครับ