ถ้าไม่มีไฟกิเลส ไหนเลยจะรู้ได้ว่ามันร้อน ถ้าไม่มีชั่ว ก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือดี
คนที่ทำงาน คงได้ผลงานทั้งที่ดี และไม่ดี
แต่คนที่ไม่ทำงาน ก็ไม่ได้ผลงานอะไรเลย
คนที่ปฏิบัติธรรม ก็คงได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
แต่คนที่ไม่ปฏิบัติ ก็คงไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คงเหมือนการบริหารจัดการน้ำ
ต้องรู้จักพฤติกรรมน้ำ รู้จักพื้นที่ รู้จักกั้นน้ำ รู้จักเปิดปิด ประตูน้ำ รู้จักใช้น้ำ
ถ้าได้ลงมือทำบ้าง ก็คงบรรเทาไปได้บ้าง
แต่ถ้าไม่ได้ทำเลย ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ เหมือนตอนนี้ที่น้ำท่วมกันเกือบทั้งประเทศ
กิเลสก็เหมือนกับน้ำ เวลากิเลสไหลผ่านใจเรา มันท่วมท้นรวดเร็ว จนมองไม่ทัน
กว่าจะรู้ตัวก็ท่วมหัวท่วมใจไปแล้ว บางคนท่วมจนเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
และกิเลสก็เหมือนน้ำ ตรงที่มีประโยชน์
น้ำมีคุณต่อชีวิตของเรามาก กิเลสก็เช่นกัน
กิเลสเป็นสิ่งที่ให้เราข้ามผ่าน ถ้าไม่มีกิเลสมายั่วยวนจิตใจ รึเราจะรู้เองได้ว่าเราจะไม่ติดกับดักนี้แล้ว
ถ้าไม่มีไฟกิเลส ไหนเลยจะรู้ได้ว่ามันร้อน
ถ้าไม่มีชั่ว ก็จะไม่รู้ว่าอะไรคือดี
ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ มีเพียงนิพพานเท่านั้นที่ไม่ใช่ของคู่
ยินดีที่ได้เห็นบันทึกของอาจารย์ ณ สถานที่นี้อีกครั้งครับ ;)...
นานแสนนานแล้วนะครับ
สวัสดีค่ะ อ.Wasawat Deemarn
ห่างหายไปนานจริงๆ ค่ะ ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะคะ ^_^
ขอบคุณการ ลปรร จากคุณ โสภณ ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะด้วยความคิดถึงค่ะ
มาอ่านธรรมะ
ที่โดนใจมากๆ
เพราะเมื่อไม่นานมานี้
ก็ถูกกิเลสท่วมใจเหมือนกัน
พอดีระบายไปแล้วค่ะ
ปลอดโปร่ง โล่งสบายขึ้นเยอะ
อาจารย์ครับ หายไปนานมากๆๆคิดถึงๆๆ คนจัดการน้ำล้มเหลว แถมตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเลยครับ ...