พระกรุนี้ได้ถูกฝังอยู่ในชั้นน้ำที่มีแร่เหล็กละลายมาแทรกอยู่ในเนื้อดินเผาเป็นพันๆปี ทำให้มีแร่เหล็กเข้ามาแทรกในเนื้อดินเผาจนแกร่งแบบหินลูกรัง ที่ยังไม่สามารถเลิยนแบบได้

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาครุ่นคิดถึงวิวัฒนาการและความเป็นไปได้ของเนื้อดินของพระกรุ ที่พบที่พระธาตุนาดูน

  • ที่มีความแกร่งมาก ระดับเดียวกับ หินทราย หรือหินลูกรัง
    •  ใช้เลื่อยฉลุตัดไม่ได้
      • ใบเลื่อยจะขาดทันที
  • ออกสีแดงเข้ม ที่ขนานนามว่า "เนื้อมะขามเปียก"
    • มีเนื้อดินเผาเป็นชั้นๆ
      • แบบลายหินชั้น หรือหินอ่อน หรือแบบขนมชั้น หรือ
      • มีลักษณะแบบซาลาเปา หรือขนมเปี๊ยะ อะไรประมาณนั้น
  • ที่น่าสงสัยว่าเกิดจากอะไร
    • เป็นกระบวนการของการเลือกมวลสาร
    • ขั้นตอนการเผา หรือ
    • วิวัฒนาการของเนื้อหลังจากนั้น

ด้วยความสงสัย ผมได้พยายามเก็บตัวอย่างพระเนื้อดินเผาจากแหล่งนี้ ก็พบว่า เป็น

  • เนื้อพระกรุเนื้อแกร่งที่มีทั้ง สีแดงแบบมะขามเปียก สีดำ หรือเทาดำ และ
  • อาจมีสีอิฐแดงๆส้มๆ แบบแก่ทราย

จึงนำมาพิจารณา พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์โดยตรงในการขุดพระจากกรุนี้

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า

  • เมื่อขุดขึ้นมาใหม่ๆจะค่อนข้างนิ่ม เปราะหักง่าย
  • แต่เมื่อทิ้งให้แห้งนานๆจึงแข็งประดุจหินดังกล้าวแล้ว

ทำให้พบว่ามีความสอดคล้องกับกระบวนการเกิดและการผลิต "ศิลาแลง" เพื่อการก่อสร้างในอดีต

  • ที่ตัดดินก้อนลูกรังอ่อนๆ ที่เกิดเองในใต้ดินโดยธรรมชาติ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Plintite
  • มีการตัดแต่ง หรือแกะให้ได้รูปร่างตามต้องการ เป็นแท่งๆ เป็นแผ่น
  • นำมาตากให้แห้ง จะมีความแข็ง เป็นลูกรังแข็ง ที่เรียกว่า Laterite 
  • แล้วจึงนำไปก่อสร้างกำแพง หรือปราสาทต่างๆ
  • ดังที่เห็นตามโบราณสถานทั่วไป

ถ้าเป็นเช่นนั้น

  • พระกรุพระธาตุนาดูนที่จมอยู่ในดินที่อิ่มตัวด้วยสารละลายเหล็กเป็นพันปี ก็คงจะมีลักษณะไม่ต่างจากดินลูกรังอ่อน
  • แต่ดินที่ถูกเผาแล้วนั้น อาจมีความแน่นแข็งและต้านทานการซึมของสารละลายเหล็กได้มากกว่าดินลูกรังทั่วไป

จึงทำให้มีการแทรกซึมไม่ทั่วทั้งก้อน จึงเกิดเป็นชั้นๆ

และยิ่งกว่านั้น

ชิ้นที่จมลึกนั้น น่าจะมีโอกาสสัมผัสสารละลายเหล็กนานกว่า หรือเข้มข้นกว่าชิ้นที่อยู่ด้านบน

  • จึงทำให้เกิดความหลากหลายและแตกต่างในความหนาของชั้นเนื้อมะขามเปียก
  • ทำให้สามารถพิจารณาได้ว่า การหัก หรือบิ่นของชิ้นส่วนนั้นเกิดในกรุ หรือเกิดภายหลัง

โดยความเป็นไปได้นี้

  • ทำให้พระกรุพระธาตุนาดูนมีความแตกต่างจากพระกรุอื่นๆ
    • ที่มีเนื้อไม่แกร่งเท่า
      • ที่อย่างมากก็มีหินปูนมาเกาะมากกว่า
        • ที่จะมีเหล็กมาแทรกในเนื้อขององค์พระ

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า

  • การที่พระกรุนี้ได้ถูกฝังอยู่ในชั้นน้ำที่มีแร่เหล็กละลายมาแทรกอยู่ในเนื้อดินเผาเป็นพันๆปี
  • ทำให้มีแร่เหล็กเข้ามาแทรกในเนื้อดินเผาจนแกร่งแบบหินลูกรัง
  • ที่การทำพระปลอมยังไม่สามารถเลิยนแบบได้

ดังนั้น ช่างที่ทำพระปลอม

  • อย่างมากก็นำเนื้อเก่ามาแกะ
    • ที่ทำให้ขาดชั้นแบบเดิมๆที่ควรมี
  • หรือนำเนื้อเก่ามาอัดใหม่
    • ก็จะทำให้ทั้งผิวเดิมและชั้นธรรมชาติของเนื้อหายไป
  • ไม่สามารถทำให้เนื้อแบบลูกรังแข็งเป็นชั้นๆได้
    •  
      • ที่ทั้งมวลสารและศิลปะไม่มีความใกล้เคียงเลย
    • จึงมักใช้สารสังเคราะห์เรซินนำมาหล่อเป็นก้อนแข็งแล้วอบให้ปูดเป็นสีเขียวสีดำ

นี่คือข้อสรุปจากการติดตาม ศึกษา พินิจพิเคราะห์ สอบถาม และปรึกษาหารือว่า ทำไมพระกรุพระธาตุนาดูน จึงแกร่งระดับที่เลียนแบบไม่ได้

ดังนั้น วิธีการสังเกตพระกรุนาดูนแท้ๆนั้น ณ วันนี้ ผมจึงขอพูดว่า "ง่ายมาก"ครับ

  • โดยการสังเกตคราบหินปูนขาวๆที่ผิว (ถ้ามี) ที่มักพบในพระผิวเดิมๆ และ
  • ผิวยุ่ยกร่อน เก่าเป็นชั้นๆอย่างต่อเนื่องกัน
  • ร่องแกลบเก่าๆ (ถ้ามี)
  • เนื้อเป็นชั้นๆ ตามรอยบิ่น (ถ้ามี และมักจะมีเสมอ)
  • เนื้อส่วนใหญ่จะเป็นแบบ "มะขามเปียก" จากสนิมเหล็กที่แทรกซึมเข้าไปในเนื้อดินเผา
  • ใส้ในที่แร่เหล็กซึมไม่ถึงมักสีอ่อนกว่าแบบแซนด์วิช หรือขนมเปี๊ยะ
  • มีแร่หินทวาราวดีสีขาว ใส หรือส้ม หรือแดงอ่อน ที่มีความมนปะปนอยู่อย่างสม่ำเสมอ
  • หลังจากนั้นก็ดูพิมพ์และศิลปะ ที่เป็นศิลปะทวาราวดีแบบคุปตะ ที่คมชัดอ่อนช้อย

สำหรับท่านที่ต้องการเรียนรู้เรื่องนี้ ผมมีตัวอย่างให้ดู สำหรับท่านที่ต้องการศึกษาพระเนื้อนาดูน เกือบครบทุกเนื้อ ทุกสภาพครับ

ขอให้โชคดีครับ