อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา

 

 

แล้วจะมองทุกอย่างสบายใจ

 

 

    

  

            ท่าน ว.วชิรเมธี   พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเทศน์ในทุกหัวข้อ จนได้ฉายาว่าพระผู้รอบรู้   เพราะแทบไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ ท่าน ว.วชิรเมธี  ตอบให้กับสังคมไม่ได้   ที่สำคัญทุก ๆ คำตอบของท่านตอบด้วยธรรมะที่มีคติธรรมโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายได้...!!!

 

              ศิลปะการทำงานให้มีความสุข  

 

            1)ทำงานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุกๆวันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์วันอาทิตย์  แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเรา   เพราะว่าเราทำด้วยความรัก

 

            2)ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคนงานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุดคนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร  ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน

 

            3) ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตโปร่งใสก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคต  ซึ่งเกิดจากการตามจับผิดโดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด

 

            4) เป็นนักประสานสิทธิ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่าย อยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้ คนๆนั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน   จนกล่าวได้ว่า งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์

 

  ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก จะมีความสุขหรือเปล่า

 

            ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก วิธีคิดที่ดีคือ  การมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อน เราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น

 

            เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวกให้เป็น  ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมีความสุขเสมอ ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอ  ขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า วิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

   คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น   มี 2 อย่าง

 

            1.สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่ให้เจอ เช่นงานของพระอาจารย์เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเทศน์ไปสอนตลอด หลายคนก็บอกว่าเหนื่อยมาก ถ้ามาถามพระอาจารย์  จะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมาก เพราะได้เดินทางไปทั่วโลก ได้เจอผู้คน ได้พบภูมิประเทศใหม่ๆได้สานสัมพันธ์ใหม่ๆตลอดเวลา ฉะนั้นในความเหนื่อยเราก็ได้เดินทางท่องไปทั่วทั้งโลก นี่คือแง่ดีแง่งาม แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียว มองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริงๆ เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริงๆแล้วมันมีมากกว่า ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ

 

            2. สังกาให้ตั้งคำถาม ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาทุกครั้งไปกาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงานทำงานที่ชอบ แต่เงินเดือนน้อย  มองอย่างไรให้เป็นสุข

 

 

            ถ้าเงินเดือนน้อย  ก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป  แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง  ที่จะบริโภคต่างความอยาก ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็ม    มาบริโภคตามความจำเป็น  ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอย   อย่ามุ่งประโยชน์ใช้สวย   ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ  แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย   คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวย   แต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำย่ำแย่ แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะ ๆ     ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทนบริโภคตามตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามอัตภาพ

 

            วิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงานทั้งโดนนินทา โดนแกล้งถือว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้วคนแกล้ง คนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อนให้เราถือหลักว่า

 

            1)มารไม่มีบารมีไม่เกิด

            2) สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นกำไรเสมอ

            3) อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา

            4) ถูกชมก็เข้าท่า ถูกด่าก็ไม่เลว      

         

 

            เหล่านี้เป็นคติที่พระอาจารย์ใช้ทำงาน   อยู่เสมอจึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่า  กว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไรจะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นผา   ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด   ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิตกรณีสำหรับคนที่ตกงาน  มีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด

 

            1.ต้องหางานทำ

 

            2.หาแล้วไม่ได้  ต้องสร้างงานขึ้นมา  ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกตกต่ำทันที   ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ คนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน แต่ว่าเค้าตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมาสร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้   ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย   มันยังอยู่กับตัวเรา   ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเราลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้   โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง   ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์   ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ    การพึ่งตนเองสำคัญที่สุด

 

 

P

ครูสุภาภรณ์
ครูสุภาภรณ์ พลเจริญชัย
โรงเรียนเทศบาล4(เพาะชำ)
 ขอขอบคุณข้อมูลจาก     http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/13294