การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 27 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest -Posttest Design)
สมมุติฐานการศึกษา
1. แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 27 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ตัวแปรที่ใช่ในการศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำยากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มี 3 ชนิด ประกอบด้วย
1. แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาที่ 4
จำนวน 10 ชุด แต่ละชุดมี 6 กิจกรรม
2. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้ประกอบ
แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง
การอ่าน และการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 จำนวน 20 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง
รวม 20 ชั่วโมง
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้วัดความสามารถในการอ่านและ
การเขียนสะกดคำยาก หลังจากที่นักเรียนเรียนจบทุกแผน
การเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 30 ข้อ
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มี 3 ชนิด ประกอบด้วย
1. แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาที่ 4
จำนวน 10 ชุด แต่ละชุดมี 6 กิจกรรม
2. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้ประกอบ
แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง
การอ่าน และการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 จำนวน 20 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง
รวม 20 ชั่วโมง
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้วัดความสามารถในการอ่านและ
การเขียนสะกดคำยาก หลังจากที่นักเรียนเรียนจบทุกแผน
การเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 30 ข้อ

การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
- การค่าร้อยละ
- การค่าเฉลี่ย
- การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- การหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ 80/80
- การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
- การหาค่าความยากง่าย
- การหาค่าอำนาจจำแนก
- การหาค่าความเชื่อมั่น
- การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Samples
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้
1. แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 81.08/82.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำยาก
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

เป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์ยิ่งต่อวงการศึกษาไทย งานวิจัยนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกชั้นเรียน
ขอชื่นชมในการทำงานวิจัยในครั้งนี้ค่ะ
ดีมากค่ะ เนื้อหาน่าสนใจเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เเต่เกิดขึ้นบ่อยๆ
ชุดฝึกทักษะสวยครับเหมาะกับนักเรียนวัยนี้ มีสีสันสวยงาม น่าสนใจ
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะคำที่ใช้ในชุดฝึกเป็นคำที่นักเรียนส่วนใหญ่มักเขียนผิด
เนื้อหาน่าอ่านเหมาะสมกับเด็ก
แบบฝึกหัดน่าทำมาก สีสันสวยงาม
เหมาะสมกับเด้กมาก
แบบฝึกน่าทำมากสีสันสวยงาม
เนื้อหาน่าสนใจมันเป็นเหตุการณ์ใกล้ๆๆตัว
เนื้อหาน่าสนใจ มีรูปภาพประกอบน่ารัก